"มีเครื่องมือแต่ไม่ใช้ต่างอะไรกับไม่มี"
*****************************
ยามเช้าของนิสิตปีหนึ่งทุกคนมักจะเหมือนกัน ตื่นไปเรียนแต่เช้าตรู่
อุดอู้ในห้องเรียนยันเที่ยง ไม่เสี่ยงโดดคาบบ่าย ห้ามพ่ายวิชาตอนเย็น
(แม้จะง่วงเต็มทน) แถมพกด้วยการเข้าห้องซ้อมเชียร์ทุกเวลาที่รุ่นพี่
"ขอร้อง" ให้มา
ความจริงแล้วรัตติไม่ใช่คนที่คุ้นเคยกับการทำกิจกรรมโรงเรียน
ถ้าจะพูดตามตรง เขาคงจะพยายามทุกวิธีให้อยู่ไกลมันที่สุด
แต่จะไปกล่าวหาความขี้เกียจของเขาก็คงทำได้ไม่เต็มปากนักในเมื่อสาเหตุหลัก
คือปัญหาด้านสุขภาพ
...ส่วนความขี้เกียจนั่นเป็นแค่ผู้รับผลประโยชน์รองลงมาด้วยความเต็มใจ...ก็เท่านั้น
"น้อง ๆ ครับ มีใจรักสถาบันจริงรึเปล่า!!! นี่เค้าเรียกร้องเพลงสถาบันรึครับน้อง!!! ร้องเพลงให้มันเสียงดังอย่ามัวแต่กระซิบ!!!"
...เสียงแกนั่นล่ะที่สมควรมาร้องแทน ทรมานแก้วหูชะมัด...
รัตติหรี่ตามองรุ่นพี่จอมตะเบ็งอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
หูเขาแทบจะหนวกอยู่แล้วจากเสียงตะโกนของเพื่อนที่นั่งอยู่รอบ
หรือบางทีรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ทั้งหมดนั่นก็อาจจะหูหนวกไปแล้วทั้งกลุ่มถึงได้เรียกมลภาวะทางเสียงนี่ว่าการกระซิบ ...เฮ้อ... ปวดหัว
"หยุดครับ!!! พวกน้องเรียกเสียงตะโกนแหกปากนี่ว่าการร้องเพลงรึครับ!?
พวกพี่คิดว่าเสียงควายออกลูกแฝดยังฟังดูเป็นเพลงมากกว่านี้เลยครับ
เอาใหม่!!!"
...ไอ้พวกนี้ท่าจะบ้า
ตะกี้คนนึงบอกว่าร้องเบาไป ต่อมาอีกคนบอกร้องไม่เพราะ
ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยรัฐรึว่าโรงซ้อมนักโอเปร่าฝึกหัดกันแน่...
ถึงจะไม่พอใจแค่ไหนแต่รัตติก็ทำได้แค่ตอบโต้ในใจ
นั่นเพราะเขายังเห็นว่าการทำตัวให้กลืนไปกับสังคมแบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรียนของตนอยู่
ก็ใครใช้ให้เขามาอยู่ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสนำหน้าศักดิ์ศรีของปัจเจกชนล่ะ ...อืม... ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกคันขึ้นมาทันที
"พอครับพอ! นี่พวกน้องไม่สงสารเพื่อนกันบ้างหรือครับ
เพื่อน ๆ หลายคนเขาก็ยังตั้งใจร้องอย่างทุ่มสุดตัว
แต่พวกพี่เห็นนะครับว่ายังมีน้องบางคนที่กินแรงเพื่อนอยู่ ทำไมล่ะครับ?
แค่ร้องเพลงให้เสียงดัง ๆ แค่นี้ทำกันไม่ได้รึไง?
แล้วอีกหน่อยพวกน้องเจอการบ้านที่หนักหนากว่าการร้องเพลงแบบนั้นไม่ต้องรีไทร์ออกไปเลยรึไงกันครับ! ร้องใหม่!"
...เพื่อน?
หน้าไหนกันที่เรียกว่าเพื่อน?
กับคนที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันไม่กี่วันแบบนี้น่ะ
ดูยังไงก็ยังเป็นแค่ก้อนมนุษย์ชัด ๆ
ไอ้คนพูดนี่ถ้าไม่มนุษย์สัมพันธ์ดีจัดก็คงมีรอยหยักในสมองที่ตื้นน่าดู...
เสียงสั่งให้ร้องเพลงสถาบันและเสียงต่อว่าดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่ามกลางความไม่พอใจและสีหน้าสับสนของรุ่นน้องชั้นปีล่างสุดที่ตกเป็นเป้าหมายของคำสั่งนั้น
ทว่าสิ่งที่รัตติคิดกลับเป็นการสมเพชเพื่อนร่วมชะตากรรมบางคนที่โดนความกดดันย้อมจนแทบจะเปลี่ยนสี พวกงี่เง่าเอ๊ย สอบติดมาได้ยังไง
ไม่ต้องมองก็ยังรู้ว่าพวกรุ่นพี่ที่ยืนด่าอยู่นี่ก็แค่หาเรื่องด่าไปเรื่อยเท่านั้นล่ะ
ยังกับพวกตลกคาเฟ่บนเวทีที่เล่นแต่มุกฝืดแต่ก็ยังมีคนบ้าพยายามไปขำมุกฝืด
ๆ นั่นให้ได้ ...เหอะ...คลื่นไส้ชะมัด
"ผมล่ะผิดหวังกับพวกคุณจริง ๆ
บอกให้ทำให้เต็มที่แต่เต็มที่ของพวกคุณมีแค่นี้เองเรอะ!?
ถ้ามีความสามารถแค่นี้อย่ามาอยู่นีที่เลยครับ
พวกคุณไม่เหมาะจะเป็นรุ่นน้องของพวกผมหรอกนะ
คนที่จะอยู่ที่นี่ได้จะต้องมีความพยายามมากกว่านี้ มีความสามารถมากกว่านี้
ซึ่งถ้าพวกคุณยังคิดว่าตัวเองมีไม่พอ ก็เอาใหม่ให้เต็มที่
ไม่งั้นก็ลาออกไปซะเถอะครับ อย่าเสียเวลาชีวิตตัวเองให้มากกว่านี้เลย"
...คิดว่าอยากจะเรียนที่นี่นักรึไง? ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องความสะดวกล่ะก็ใครจะไปทนรุ่นพี่ห่วย ๆ แบบนี้กัน...
บรรยากาศกดดันเริ่มหนักหน่วงขึ้นมากขนาดที่ว่าจะมีรุ่นน้องซักคนฟิวส์ขาดลุกขึ้นมาต่อยปากรุ่นพี่ก็คงไม่แปลก
กระนั้นทุกคนก็ยังคงก้มหน้ารับคำด่าอย่างไม่โต้แย้งอะไรแม้ในใจบางคนจะคิดอยากให้มีฮีโร่ไปทำหน้าที่ต่อยปากรุ่นพี่ให้จบเรื่องจบราวซะที
ฮีโร่ที่เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง ...ให้ตาย...
มันน่าพะอืดพะอมเกินไปแล้ว รู้แบบนี้ขอลาป่วยแต่แรกซะก็ดี
ไม่น่าอยากมาเก็บบรรยากาศของห้องเชียร์เลยแฮะ
"ทุกคนหยุดร้องครับ!! น้องครับ น้องตรงนั้นน่ะ เดินออกมานี่หน่อยครับ"
...เฮอะ ทำสีหน้าแบบนั้น
พวกแกก็แค่งอมืองอเท้าแล้วหวังให้ซักคนตกเป็นเหยื่อที่ชัดเจนของการทรมานนี้
เหมือนกันสินะ เจ้าพวกก้อนเนื้อที่ถูกเรียกว่าเพื่อน...
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกเดินผ่าเส้นทางที่กลุ่มเพื่อนรีบหลีกทางให้ราวกับโมเสส
เดินผ่านทะเลแดงที่ถูกแยกให้เป็นสองฝั่ง เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
จนรุ่นพี่คนหนึ่งต้องออกมาสั่งให้หยุดคุยซุบซิบกันเหมือนเด็กผู้หญิง
สิ่งที่ได้หลังจากนั้นเป็นความเงียบที่สามารถได้ยินกระทั่งเสียงเข็มหล่น
แต่ความจริงก็คือทุกคนเงียบได้ขนาดนี้เพราะพยายามจะเงี่ยหูฟังบทสนทนาของ
"เหยื่อสังเวย" ที่มีต่อ "เหล่ารุ่นพี่ทั้งหลาย" ต่างหาก ...หึ...
สมใจพวกแกรึยัง ในที่สุดก็มีฮีโร่ถูกสังเวยตามขั้นตอนละครเรื่องนี้แล้ว
"พี่สังเกตน้องมาซักพักแล้ว น้องมีอะไรจะบอกกับพวกพี่มั้ยครับ?"
...ถ้าไม่แน่ใจว่ามีรึเปล่าแล้วจะเรียกสุ่มสี่สุ่มห้าทำไม บ้าบอจริง ๆ...
เมื่อรุ่นพี่หน้าโหดเอ่ยถามแบบนี้
กลุ่มก้อนมนุษย์ที่เฝ้ารอต่างพากันรอลุ้นกับคำตอบที่จะออกมา
และเมื่อหูพากันบอกสมองว่า เพื่อนผู้เป็นเหยื่อสังเวยตอบว่า 'มี'
บางคนก็พากันจินตนาการเหตุการณ์รุนแรงที่จะเกิดต่อมาทันที ...อือฮึ...
ว่าแต่ถ้ามีต่อยกันตรงนี้จะมีใครกล้าเชียร์ดัง ๆ มั้ยนะ
"ถ้าน้องมีปัญหาอะไรก็บอกมาเลยครับ พวกพี่บอกแล้วไงถ้าคนไหนรู้สึกไม่ดีกับที่นี่ก็ให้บอกเหตุผลแล้วก็ออกจากห้องเชียร์ได้เลย"
...มันก็ต้องรู้สึกไม่ดีแหงอยู่แล้ว ตาบอดรึไงถึงเห็นว่าทุกคนกำลังร้องเพลงกินลมชมวิวอยู่น่ะ...
กองเชียร์ปีหนึ่งต่างพากันเห็นพ้องในใจว่า งานนี้มีเฮแน่
แต่บทสนทนาส่วนถัดมานั้นกลับถูกเสียงรุ่นพี่จอมโหดคนเดิม ๆ
ตะโกนแทรกขึ้นมาสั่งให้ร้องเพลงต่อ
เนื่องจากยังไม่มีใครอยากเป็นเหยื่อรายถัดมาจึงไม่มีรุ่นน้องคนไหนกล้าอิดออดแสดงตัวว่าสนใจเหยื่อรายแรกอยู่อีกต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีรุ่นน้องตาไวบางคนสังเกตเห็นรุ่นพี่จำนวนหนึ่งช่วยกัน
พาไอ้หนุ่มโชคร้ายเดินออกไปจากห้อง
การที่เหยื่อสังเวยได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้วยิ่งทวีบรรยากาศกดดันให้สูงยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว ...งี่เง่า...เข้าแผนพวกรุ่นพี่เลยล่ะสิ
"ต้องมากันเยอะขนาดนี้เลย มันจะไม่มากเกินไปรึครับ"
...เด็กมัธยมยังไม่ทำแบบนี้กันเลย นี่โตจนปานนี้แล้วแท้ ๆ...
รัตติผู้ซึ่งถูกยกตำแหน่งเหยื่อสังเวยให้หมาด ๆ
ถามรุ่นพี่ด้านขวาผู้เตี้ยกว่าเขาซักหนึ่งคืบได้
แต่คำตอบนั้นมีเพียงสีหน้าไม่พอใจที่ตอบกลับมา
เขาจึงเปลี่ยนไปถามคนที่เดินขนาบซ้ายแทนว่าความจริงเขาออกมาคนเดียวก็ได้
ไม่จำเป็นที่จะต้องมีรุ่นพี่ตามขนาบซ้าย ขวา หน้า หลัง
เขาไม่คิดจะฆ่าตัวตายหรอก ...อาฮะ... แต่ถ้าให้ป้ายความผิดล่ะก็ไม่แน่
"ทำไมน้องทีไม่บอกแต่แรกล่ะคะว่ารู้สึกยังไงอยู่
คราวหลังถ้ามีอะไรก็รีบบอกเลยสิคะ
พวกพี่บอกไว้แล้วไงว่าถ้าอะไรแบบนี้พี่ก็จะไม่กักตัวน้องไว้ทรมานในห้องเชียร์หรอกค่ะ"
...ก็รู้นี่นะ ว่านั่นน่ะห้องทรมานชัด ๆ แต่ก็ยังมีพวกโง่บางคนที่หลงกลไอ้ห้องบ้านั่นไปได้...
"น้องที" หรือในชื่อจริงว่า "รัตติ" หันไปตอบคำถามด้วยสีหน้าเงียบขรึมว่า
ความจริงเขาก็ไม่คิดจะทนหรอกถ้าไม่เห็นว่าการร่วมกิจกรรมที่เพิ่งจากมานั่น
เป็นสิ่งสำคัญของชีวิตช่วงหนึ่งที่จะมีคุณค่าทางจิตใจเมื่อมองย้อนกลับมาในอนาคต เป็นคำตอบที่ทำเอารุ่นพี่รอบ ๆ
แอบมองคนพูดด้วยสีหน้าทึ่งปนซาบซึ้งไปเลยเชียว ...ไงล่ะ...
อยากได้คำตอบแบบนี้สินะ
อุตส่าห์จัดให้แล้วก็ทำตัวมีความสุขกับมันให้เต็มที่ด้วยล่ะ
แต่ถ้าอยากได้ความจริงที่เหลือ
ก็อยากจะตอบให้อีกว่า ถ้ารู้ว่ามันเป็นกิจกรรมงี่เง่าแบบนั้น
ย้อนเวลากลับไปได้เขาก็คงไม่เข้าไปร่วมอย่างแน่นอน
"ความจริงพวกพี่ไม่ต้องมายืนคุมผมก็ได้ครับ ผมไม่หนีไปไหนหรอก"
...ไม่ต้องห่วง เราจะต้องเจอขี้หน้ากันไปอีกจนกว่าพวกคุณจะเรียนจบหรือไทร์ออกนั่นแหล่ะ...
ทันใดนั้นบรรยากาศตึงเครียดของเหล่ารุ่นพี่ก็เปลี่ยนไปเนื่องจากการมาถึงของใครคนหนึ่ง
บุคคลผู้ซึ่งคนกลุ่มนี้ทั้งหมดคาดหวังว่าจะจัดการกับสถานภาพของรัตติในตอนนี้ได้ บุคคลที่การมีอยู่ของเขาก็เพื่อสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ
...ก็ดี... ทำอะไรก็ทำไปเถอะ อย่าให้เสียประวัติก็แล้วกัน
"เกิดอะไรขึ้นรึคะ? อุ้ย นั่นไปทำอะไรมาคะเนี่ย แขนแดงเป็นจ้ำเชียว
หน้าก็ซีดมากเลยนะคะเนี่ย ตาบวมด้วย ...อ้อ แพ้ฝุ่นกับความดันต่ำ
งั้นมานั่งเก้าอี้ตรงนี้นะคะอาจารย์จะได้วัดความดันให้แล้วค่อยจ่ายยา
ตะกี้อาจารย์ไปห้องน้ำมาแปบเดียวเอง เห็นคนอยู่เต็มห้อง
ตกใจหมดนึกว่าเกิดเรื่องอะไร"
*****************************
ถ้าที่ไหนมีการประกวดมนุษย์สารพัดโรค
รัตติก็อาจต้องอยู่บนเวทีจนถึงตอนชิงอันดับหนึ่งเลยก็ได้
ด้วยคุณสมบัติทั้งแพ้ฝุ่น แพ้ขนและน้ำลายสัตว์ แพ้กุ้ง แพ้ช็อกโกแลต
แพ้อาหารไม่สด อาหารย่อยยาก และอาหารรสเผ็ด แพ้คลอรีนในสระน้ำและน้ำโคลน
แพ้อากาศเย็นและอากาศร้อน แพ้แดดและลมแรง
แม้แต่แป้งฝุ่นก็ยังแพ้ถ้าไม่ใช่แป้งสำหรับเด็กทารกผิวแพ้ง่าย
แพ้โน้นแพ้นี่ไปจนถึง "บางสิ่ง" ที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้
ซึ่งรัตติสงสัยอยู่ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเขาเกิดผื่นคันอย่างผิดปกติเวลาเดินทางผ่านวัดหรือจุดเกิดอุบัติเหตุรึเปล่า
ตอนเด็กมาก ๆ รัตติเคยรู้สึกรำคาญกับอาการสารพัดของตัวเอง
ในขณะที่เด็กคนอื่นได้กินของที่ท่าทางน่าอร่อย ได้เล่นอะไรแปลก ๆ
น่าตื่นเต้น ได้อิสระเสรีที่จะวิ่งแล้วหกล้มกลางผืนดิน
เขาเองกลับต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอดเวลา
แทนที่จะได้กินขนมกลับได้แต่อาหารสีไม่น่ากินแถมรสชาติยังชวนขย้อน
ตามด้วยยาเม็ด ยาน้ำและยาแคปซูลอีกนับสิบเม็ดต่อมื้ออาหาร
ต้องใส่เสื้อผ้ามิดชิดแม้ปรอทบอกอุณหภูมิว่ากำลังจะย่างสี่สิบองศา
ไม่ค่อยมีของเล่นหรือสัตว์เลี้ยงเพราะส่วนใหญ่มักจะก่อให้เกิดอาการป่วยสารพัด
จึงได้แต่อ่านหนังสือซึ่งมารดาของรัตติเชื่อว่าเป็นเครื่องบันเทิงเดียวที่
จะช่วยให้รัตติไม่สนใจอาการอ่อนแอผิดเด็กปกติของตนเอง
...ซึ่งผิดมหันต์... ยิ่งแม่คอยดูแลเขาดีเท่าไหร่
รัตติก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองถูกแบ่งแยกจากมนุษย์คนอื่นทุกคน
จนกระทั่งตอนนี้ซึ่งรัตติยินดีกับอาหารรสจืด รู้สึกดีที่ได้อยู่เฉย ๆ
ในขณะมองคนอื่นทำตัวเองให้เหนื่อย แอบคิดสมเพชใส่คนที่ชอบหาเรื่องเจ็บตัว
เคยชินแต่สายตาชื่นชมของผู้ใหญ่รอบข้าง
รู้สึกตัวเองเหนือกว่าคนปกติด้วยการกินอาหารเพื่อสุขภาพ ตามด้วยวิตามิน
ยาบำรุงและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนับสิบเม็ดต่อหนึ่งมื้อ
ภูมิใจกับการสวมเสื้อแขนยาวเพราะมันทำให้เขาดูสมาร์ท
และกางเกงขายาวก็ทำให้เขาดูตัวสูงขึ้นกว่าส่วนสูงร้อยแปดสิบสองที่มีอยู่เดิม
เขามีเหตุผลที่ดีเต็มที่ในการทำตัวรังเกียจสัตว์ที่ดีแต่สร้างความเหม็นและ
โสโครก ด่าพวกผู้ใหญ่ที่ยังเล่นของเล่นได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
อีกทั้งหนังสือที่แม่ประเคนให้เขาตั้งแต่เล็กก็ยังเป็นสิ่งหล่อหลอมให้รัตติ
มีสมองที่เหมาะแก่การเรียนอย่างมากที่สุด
กล่าวได้อีกอย่างว่า จากเด็กน้อยที่อ่อนแอจนไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง บัดนี้ได้เติบโตเป็นผู้ชายที่ชาวไทยส่วนใหญ่จะเรียกว่าคนหลงตัวเองและคนน่ารังเกียจ...ได้อย่างเต็มภาคภูมิ...
*****************************
(แล้วมันน่าภูมิใจเรอะฟะนั่น 5555555555555555+ สาบานได้ว่านี่คือพระเอกของฟิคเรื่องนี้...)
(อา.. พยายามแต่งมาตั้งกะ 23 มิถุนา เพิ่งจะมาเสร็จตอนแรกเอาเกือบจะ3.43น. วันที่1 ธันวา... มิน่า ง่วงว้อย!!)
(ตอน
แรก ถูกต้องแล้วว่าตอนนี้คือตอนที่1 เพราะอันที่แล้วที่มีภาพปกมันเป็นแค่
Prologue น่ะสิ สั้นแค่นั้นเค้าเรียกว่า 1 ตอนด้วยเรอะ
นักเขียนโก่งค่าต้นฉบับน่ะสิไม่ว่า)
(เอ๋?? ตอนนี้ก็สั้นพอกับตอนที่แล้ว?? ก็เนื้อเรื่องมันจบแล้วนี่นา จะยืดไปให้ออกทะเลทำไม มุวะฮะฮ่าฮ่า)
(ลองแต่งนิยายโดยใช้ลูกเล่นใหม่ๆดู หวังว่าจะอ่านแล้วไม่งงกัน)
(นี่ก็คิดซะว่าเป็นฟิคของขวัญวันเกิดสาปัคราล่วงหน้าละกัน ก๊ากกก ยัดเยียด(ของฟรี)ให้ ก็ไหนบ่นว่าอยากอ่าน)
(วันที่ 6 ธันวา อย่าลืมนะว่าเรามีนัดเลี้ยงฉลองวันเกิด+เลี้ยงส่งสาปัคราไปฟินแลนด์แดนแห่งโนเกียและหมาน่ารัก)
(คนพันทิพเค้าบอกว่าชาวสวีเดนหน้าตาดีที่สุดในโลกล่ะ
แต่สงสัยสาปัคราคงจะเห็นหมาที่สวีเดนหล่อกว่าคนสวีเดน อุบส์ครึ่กๆ)
(สวีเดนแล้วทำไม? เกี่ยวอะไรกับฟิคเรื่องนี้? นั่นก็เพราะเป็นคุณมินน่ะสิ!!
)