[FS] Summer Event!

posted on 15 Aug 2013 23:47 by lumin in FS
 
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 
 
 
 

 

อิบุกิเดินผิดทางแล้ว”  เด็กชายวัยประถมในชุดขาสั้นสีเข้มและเสื้อฮู้ดแขนกุดหูกระต่ายสีชมพูเดินจูงสาววัยรุ่นในชุดยูกาตะลัดเลาะไปตามซอย

 

วันนี้คือวันสุดท้ายของภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ อิบุกิมีนัดกับเพื่อนตอนเย็นที่ศาลเจ้าหลังโรงเรียน  ระบุเจาะจงลงไปกว่านั้น พวกเขานัดทดสอบความกล้ากันที่สุสานบนเนินเขาดังกล่าว

 

“พี่โทโมะจังบอกว่าจะเลทนิดนึง”  ฟุยุกิหยุดเดินเพราะเสียงเตือนจากมือถือ เขาเลื่อนนิ้วบนหน้าจอซึ่งมีภาพการ์ตูนน่ารักแสดงอีโมชั่นสลับกับข้อความอักษร  “พี่ฮิโนมิยะบอกว่าแยกข้างหน้าให้เลี้ยวซ้ายอีกสองรอบแล้วเดินตรงอย่างเดียวซักห้านาทีก็ถึงจุดนัด”  เด็กชายกดปิดหน้าจอมือถืออย่างคล่องมือ อิบุกิไม่ชอบใช้มือถือแถมเธอมีปัญหาด้านการจำทิศ หน้าที่ส่วนนี้จึงเป็นของฟุยุกิเสมอ เด็กชายใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเกือบล่าสุดนี้คล่องกว่าเจ้าของตัวจริงเสียอีก

 

“อืม”  เธอตอบรับสั้น ๆ เหมือนปกติ วันนี้อิบุกิอยู่ในชุดยูกาตะสีฟ้าหม่นลายดอกอะจิไซสีชมพูสลับม่วง ให้ความรู้สึกเย็นสบายกลางฤดูร้อนแบบกลิ่นผืนดินหลังฝนตก อิบุกิค่อนข้างชอบฤดูร้อน เพราะมีงานเทศกาลท้องถิ่นจัดขึ้นบ่อยครั้ง เด็กสาวที่ชอบใส่กิโมโนออกมาเดินนอกบ้านในบางโอกาสอย่างเธอจึงไม่ถูกจ้องมองด้วยสายตาแปลก ๆ เธอชอบเป็นฝ่ายจ้องมองมากกว่าถูกจ้อง

 

เดินตามเส้นทางที่โดนบอกไม่นานนักก็ถึงจุดนัดจนได้  เริ่มแรกอิบุกิแค่เลี้ยวเข้าซอยลัดผิดทาง เดือดร้อนถึงคนไปตรงเวลานัดต้องช่วยบอกทางแทบทุกหัวมุม แค่การเลี้ยวผิดเล็กน้อยทำให้เกิดเส้นทางที่คาดไม่ถึงจำนวนมาก อิบุกิจึงมักรู้สึกว่าทางเดินที่ไม่เคยไปน่าสนใจกว่าเส้นทางปกติ

 

พวกเขาซึ่งประกอบไปด้วยฮิโนมิยะ เพื่อนร่วมชั้นเรียนมัธยมสี่ห้องบีของอิบุกิ  ตัวอิบุกิและฟุยุกิที่เพิ่งมา  ทั้งสามคนยืนรอครู่หนึ่งพี่โทโมะจังหรือที่อิบุกิจำชื่อติดหัวว่า มาโฮวโชโจผู้เป็นเพื่อนสมัยมัธยมต้นของทัคคุง’ ก็ปรากฏตัวพร้อมเสียงกรีดร้องสไตล์สาวน้อย 

 

“อ๊ายยยยย อิบุเนี๊ยงขี้โกงงง ใส่ยูกาตะได้ไง!”  เธอชี้ปลายเล็บซึ่งตกแต่งอย่างน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มเข้าเทศกาลมาทางอิบุกิ

“เธอใส่ยูกาตะไม่เป็นหรอ”  คนโดนชี้ทำหน้างงแล้วถามกลับ  “ถ้าเอาชุดมาจะช่วยใส่ให้นะ”

“โทโมะไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อย”  สาวน้อยคนนั้นทำหน้าบูดบึ้งอย่างน่ารัก เนื่องจากเครื่องสำอางที่ใช้ค่อนข้างมีคุณภาพ ถึงจะทำปากจู๋แก้มป่องแค่ไหนก็ไม่ปรากฏร่องรอยเวทมนตร์บนหน้าอย่างที่ ทัคคุง’ ชอบแซว

“เอาล่ะ ๆ เราเดินไปกันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะดึกเกินไป”  ฮิโนมิยะ ทาคาระ หรือที่โทโมะเรียกทัคคุงเอ่ยขัดขึ้นพร้อมชี้นิ้วไปด้านบน  ท้องฟ้าฤดูร้อนซึ่งจะสว่างนานกว่าฤดูหนาวเริ่มหรี่แสงลงแล้ว เป็นความหมายว่าใกล้เวลาหนึ่งทุ่มตรงอันเป็นช่วงกำหนดการเริ่มของภารกิจพิสูจน์ความกล้า ถ้าพวกเขาไม่รีบไปแต่เนิ่น ๆ อาจต้องโดน รุ่นพี่นิรนาม กักตัวให้รอกลุ่มก่อนหน้าออกมาก่อน

 

ฮิโนมิยะได้ข่าวมาว่ารุ่นพี่ปริศนาจะยืนแจกอุปกรณ์ทำพิธีให้กลุ่มพิสูจน์ความกล้าตั้งแต่หนึ่งทุ่มตรงจนถึงสามทุ่ม ไม่รู้ว่าพวกเขาโชคดีมากลุ่มแรกหรือข่าวยังกระจายไม่ทั่ว พอพากันเดินขึ้นเนินเขาหลังโรงเรียนฟุทาทสึซากะจนถึงประตูศาลเจ้า พวกเขาก็ได้รับแจกแอปเปิ้ลหนึ่งลูก มีด และเทียนไขหนึ่งเล่มเหมือนในข่าวลือทุกประการ

 

“ใครมีไฟแช็กมั้ย?”  เด็กหนุ่มคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงหนวกหูของคอนเสิร์ตจั๊กจั่นในวัด ทุกคนมองหน้ากันครู่หนึ่งโดยไร้ซึ่งบทสนทนาใด ก่อนพากันหยิบสมาร์ทโฟนตัวเองออกมาเปิดระบบไฟฉาย หลังจากนั้นจึงเดินวนรอบบ่อน้ำอยู่เกือบสิบนาทีเพื่อหาไฟแช็กหรือไม้ขีดไฟที่อาจมีใครสักคนทิ้งไว้ให้

 

“ใครจะทิ้งไฟแช็กไว้แถวบ่อน้ำ สูบบุหรี่ตรงบ่อน้ำศาลเจ้าไม่ผิดกฏหมายเรอะ”  ฮิโนมิยะพูดด้วยน้ำเสียงปลง ๆ เมื่อพวกเขาวนกลับมาถึงบ่อน้ำเป็นรอบที่สี่ พอโดนทักเช่นนั้นสาวน้อยสองคนในกลุ่มจึงเผลอพยักหน้าตาม เพราะขาดไฟสำหรับจุดเทียนตามพิธีกรรมเดิม สุดท้ายพวกเขาจึงเริ่มภารกิจพิสูจน์ความกล้าอย่างแรกด้วยการรุมจ่อไฟฉายไปที่อิบุกิซึ่งรับหน้าที่ปอกแอปเปิ้ล ส่วนโทโมะพยายามต่อสู้กับมุมกล้องมือถือจนค่อย ๆ เดินออกไปใช้แสงพระจันทร์แทน ซึ่งก็ไม่ดีไปกว่าเดิมเท่าไหร่เนื่องจากเป็นคืนจันทร์เสี้ยว

 

“เฮ้ เล่นปอกแบบนั้นเลยเรอะ!?” เสียงตะโกนดังขึ้นจากเด็กหนุ่มผู้ยืนถือไฟฉาย

 

“....ไม่น่ารักหรอ?”  อิบุกิยื่นซีกแอปเปิ้ลซึ่งปอกเปลือกเป็นลายกระต่ายสีแดงตัวน้อยน่าเอ็นดูป้อนเข้าปากน้องชาย  ตอนนั้นเธอได้ยินฮิโนะมิยะคุยกับโทโมะเรื่องพิสูจน์ความกล้าจึงเดินเข้าไปขอร่วมกลุ่มด้วย  จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อแอปเปิ้ลลูกนี้ ความคิดของเธอนั้นเรียบง่ายมาก เพราะเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยวิธีการพิเศษ ความรู้สึกที่ถูกส่งไปก็จะพิเศษเช่นกัน

 

“มันก็น่ารักอะนะ....”  ฮิโนมิยะขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าที่เคยได้ยินมามันไม่น่าจะปอกเป็นรูปกระต่าย พวกพิสูจน์ความกล้ามันต้องอะไรประมาณ ปอกเปลือกทั้งลูกแบบไม่ให้เปลือกขาด’ ไม่ใช่รึไง

 

“อ๊ายย คุณกระต่ายน่ารักกกจัง โทโมะชอบ”  โทโมะได้รูปที่พอใจแล้วจึงกลับมามุงแอปเปิ้ลด้วย อิบุกิเห็นสาวน้อยอีกคนจ้องกระต่ายในมือด้วยสายตาชื่นชม นึกเอ็นดูขึ้นจนถามไปว่า “...กินมั้ย?”  

 

โทโมะชะงักไปครู่หนึ่ง มองแอปเปิ้ลที่ถูกยื่นมาด้วยสายตาลังเลแล้วหันไปมองเพื่อนหนุ่มของตน พอโดนเพื่อนสนิทบอกว่า กินได้ไม่เป็นไรเพราะ(น่าจะ)สะอาดถึงยอมรับไปกิน อิบุกิจึงหันไปมองเด็กหนุ่มคนเดียวในกลุ่มด้วยสายตา นายจะกินด้วยรึเปล่า?

 

ไม่ว่าจะด้วยความเกรงใจหรือไม่ได้คิดอะไร สุดท้ายคณะพิสูจน์ความกล้าก็พากันยืนกินแอปเปิ้ลจนหมดลูกก่อนย้ายสู่ภารกิจถัดมาซึ่งคือการตามหาสุสานของคุณโคโตบุกิให้เจอ

 

ฮิโนมิยะ (ซึ่งถูกยัดเยียดหน้าที่ให้ทางสายตา) เดินนำกลุ่มเข้าไปกลางดงไม้ยืนต้นซึ่งคั่นสุสานออกจากส่วนศาลเจ้า ป่าขนาดเล็กแห่งนี้อาจสร้างบรรยากาศร่มรื่นชวนให้ใจสงบเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์ ทว่าภายใต้ความมืดซึ่งมีเพียงเศษแสงจากไฟประดิษฐ์ขนาดเล็กที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือ ต้นไม้รอบตัวกลับแผ่บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจออกมา กระทั่งเสียงลมพัดปลายกิ่งจนใบไม้เสียดสีกันยังฟังดูคล้ายเสียงขยับตัวของสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ

 

หลังจากล้างมือด้วยน้ำสะอาดจากบ่อตรงปากทางศาลเจ้า อิบุกิก็จับมือน้องชายไว้ตลอด เธอรู้สึกถึงแรงบีบที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากเดินเข้ามาในป่าระยะหนึ่ง ถ้าขยับได้แสดงว่าไม่ใช่เหลือแต่มือเปล่า ๆ สินะ เธอคิดถึงหนังสยองขวัญบางเรื่องซึ่งตัวละครมักรู้สึกหลังผ่านไประยะหนึ่ง มือที่จูงมาด้วยกันปราศจากลำตัวเจ้าของซะแล้ว พอคิดแบบนั้นก็เผลออมยิ้มออกมาคนเดียว

 

พวกเขาบุกป่าผ่าดงท่ามกลางความมืดครู่สั้น ๆ แต่ยาวนานในความรู้สึก  สุดท้ายก็ทะลุออกมาจนถึงส่วนสุสานสำเร็จ แสงจันทร์เสี้ยวบนฟ้ายิ่งเพิ่มมนต์ขลังให้ภาพทะเลป้ายจารึกเบื้องหน้า

 

“ช่วงนี้คงนอนกันไม่สงบเท่าไหร่”  อยู่ ๆ อิบุกิก็พูดขึ้น ไม่มีใครกล้าถามว่าเธอหมายถึงเสียงจั๊กจั่นซึ่งดังครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะอยู่ในป่าหรือหมายถึงการมาเยือนของกลุ่มมนุษย์ที่มาพิสูจน์ความกล้าช่วงนี้

 

“เอาล่ะ ตามหาคุณโคโตบุกิให้เจอ หาเทียนที่โดนซ่อนไว้อีกเล่ม แล้วเราจะได้นั่งเล่าเรื่องสยองกันซะที”  ฮิโนมิยะพูดอย่างหมายมั่นปั้นมือเต็มที่ อิบุกิเบือนหน้าไปมองเด็กหนุ่มซึ่งทำสีหน้ากระตือรือร้นมากกว่าครู่ก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงในการมาพิสูจน์ความกล้าของเขา

 

การค้นหาป้ายของคุณโคโตบุกิไม่ยากนัก ในข่าวลือที่คุยต่อ ๆ กันมามีคนพูดถึงวิธีหาอย่างง่ายไว้ด้วย ไปทางเหนือแล้วเดินลงมาสามซอย อยู่ตรงกลาง ๆ ซอยนั่นล่ะ’ พวกเขาลองทำตามนั้นแล้วก็พบเข้าจริง ๆ และเพราะมากันหลายคน การหาเทียนที่ซ่อนไว้จึงไม่ลำบากเท่าไร แน่นอนว่าอิบุกิยังจับมือน้องชายไว้ตลอดตั้งแต่แรก ถ้าทำหายในสุสานก็แย่น่ะสิ’ เธอคิด

 

“ต้องจุดเทียน แล้วเป่าให้ดับตอนเล่าจบด้วยมั้ยฮะ”  ฟุยุกิกระตุกมือที่จับกันไว้ เงยหน้าถามพี่สาว

“ไม่เจออะไรมาจุดไฟด้วยแฮะ งั้นเราเอาไฟมือถือส่องหน้ากัน เล่าจบก็ปิดมือถือแทน”  ฮิโนมิยะพูดไปก็ทำให้ดูไปด้วย

“น้องมือถือโทโมะไม่ได้มีไว้ใช้ทำแบบนั้นซะหน่อย” เมื่อกี้เธอพยายามถ่ายรูปโพสเข้าอินสตราแกรมจนแบตลดไปพอดู ความมืดในภาพถ่ายเป็นศัตรูของความงามจริง ๆ

“...งั้นเริ่มเล่าเลยเถอะ คุณโค...โตบุกิรอฟังนานแล้ว”  อิบุกิสรุปด้วยน้ำเสียงราบเรียบท่ามกลางความมืดและเงาตะคุ่มของป้ายหินจากสุสานรอบตัว ไม่มีใครรู้สึกตัวว่าเหล่าจั๊กจั่นเงียบเสียงลงตั้งแต่เมื่อไร เสียงนิ่ง ๆ เย็น ๆ ของอิบุกิจึงได้ยินชัดเจนเป็นพิเศษชัดเจนแม้แต่จังหวะที่เธอหยุดชะงักเพื่อนึกชื่อเต็ม ๆ ของบุคคลที่เป็นเป้าหมายการพิสูจน์ความกล้าหนนี้

“...ผมเอามือถืออิบุกิเปิดไฟนะ ยังไงก็ไม่ค่อยใช้”  ฟุยุกิซึ่งชินนิสัยพี่สาวข้างบ้านคนนี้แล้วเปิดมือถือด้วยอารมณ์สงบนิ่ง ไม่รอคำตอบจากหนุ่มสาวอีกสองคน

 

เพราะไม่แน่ใจว่าต้องเล่าเรื่องเดียวต่อกลุ่มรึเปล่า ทุกคนจึงตัดสินใจเล่ากันคนละเรื่อง ระหว่างที่อิบุกิเล่าเรื่องสยองของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ฟังมาจากคุณยายตรงสุดถนน ฟุยุกิก็ขมวดคิ้วเป็นระยะ 

“สามีของคุณยายเสียไปหลายปีแล้ว แต่ตอนดึกคุณยายมักตื่นขึ้นมาเจอสามียืนมองนิ่ง ๆ ข้างเตียง ในมือถือเทียนหนึ่งเล่ม บ่นพึมพำว่า ‘ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย ตามด้วยถอนหายใจยาว ๆ จนคุณยายรู้สึกหงุดหงิดจนนอนไม่หลับกระทั่งรุ่งเช้า ทำให้บางทีเกือบหกล้มในห้องน้ำ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวคนแก่อาศัยคนเดียวในบ้านตายแบบไม่มีใครรู้อยู่บ่อย ๆ ...จบแล้ว”

 

“นั่นมันเรื่องน่าหงุดหงิดมากกว่าสยองมั้ง”  ฮิโนมิยะทำหน้าครุ่นคิดหลังจากฟังจบ

“โทโมะไม่อยากเป็นคนแก่อยู่ในบ้านคนเดียวเลย น่ากลัวจัง อย่างน้อยก็ต้องมีเครื่องสำอางดี ๆ หน่อยอะนะ”  สาวน้อยอีกคนพยักหน้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“อิบุกิ...คุณอาผมเคยเล่า คุณยายบ้านนั้นถูกเจอเป็นศพในห้องน้ำเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นอิบุกิกี่ขวบ...” 

 

ปราศจากบทสนทนาอยู่ครู่ใหญ่ หลังจากนั้นทุกคนก็ทำเหมือนว่าไม่มีประโยคนั้นลอยขึ้นมากลางสุสานและป้ายหลุมศพ เดินไปทำภารกิจสุดท้ายที่ศาลาของศาลเจ้า โชคดีที่คราวนี้มีไฟแช๊กให้ พอฮิโนมิยะจุดเทียนและสั่นกระดิ่งจบภารกิจเรียบร้อยทุกคนก็พากันแยกย้ายกลับบ้านอย่างสวัสดิภาพ จบภารกิจพิสูจน์ความกล้าอย่างงดงามกันแบบนี้เอง

 

 

วันที่ xx  เดือน xx  ปี xxxx

 

พาฟุยุกิไปเที่ยวสุสานตอนกลางคืนมา หนวกหูนิดหน่อย  ดีที่เตรียมพร้อมให้ฟุยุกิทายากันยุงไว้แล้ว พระจันทร์วันนี้เหมือนเคียวยมทูต อยู่ในสุสานมองข้างบนแล้วสวยดี คราวหน้าฟุยุกิคงพามาถูกแล้ว หวังว่าฝนจะไม่ตก ลงเนินลำบากฟุยุกิจะหกล้มเอา ต้องไม่ลืมไฟแช็กกับตะเกียง คุณโคคนนั้นเดินเร็วมาก เอาไว้ฟุยุกิเล่าบ้าง

 

บนนั้นพลุน่าจะสวย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ xx  เดือน xx  ปี xxxx

 

พาฟุยุกิไปเที่ยวสุสานตอนกลางคืนมา หนวกหูนิดหน่อย  ดีที่เตรียมพร้อมให้ฟุยุกิทายากันยุงไว้แล้ว พระจันทร์วันนี้เหมือนเคียวยมทูต อยู่ในสุสานมองข้างบนแล้วสวยดี คราวหน้าฟุยุกิคงพามาถูกแล้ว หวังว่าฝนจะไม่ตก ลงเนินลำบากฟุยุกิจะหกล้มเอา ต้องไม่ลืมไฟแช็กกับตะเกียง คุณโคคนนั้นเดินเร็วมาก เอาไว้ฟุยุกิเล่าบ้าง

 

บนนั้นพลุน่าจะสวย

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------
 
 
 
เอ๊ะ สั้นไป? ไม่เป็นไร เรายังมีต่อได้อีกในคราวหน้า ♥ 
 
ขอบคุณนักแสดงรับเชิญจาก  @zenithzeal  และ @giminicm 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เดี๋ยว คุณโคนั่น เดินเร็ว อัลไร กลัววววววว 55555555555