SopheTales

ปลาอะไร ว่ายน้ำได้ในสนามฟุตบอล

หากอยากรู้ ก็ต้องไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

แต่ท่าทาง ประชากรไทยจะไม่นิยมหนังสือที่ส่งเสริมการพัฒนาของสมอง จึ่งทำให้ใครบางคนต้องเสียเวลาตระเวนหาปลาตัวนี้อยู่เป็นนาน~ กว่าจะได้มา

ความจริงปลาตัวนี้ เราได้มาตั้งแต่ครั้งเมื่องานหนังสือเมื่อเดือนมีนา-เมษา แต่ทว่าวันนี้จักเพิ่งมีโอกาสได้ชื่นชมปลาตัวนี้อย่างละเอียด

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ด้วยว่าหากเราได้พบกับปลาตัวนี้ก่อนหน้าซักปีสองปี(สาม,สี่,ห้าปี) ก็คงจะช่วยพัฒนาเกรดในใบจบการศึกษาได้ บางทีอาจถึงขั้นได้แอปเปิ้ลมากินซักสองสามตัว

ปลาตัวนี้ ทำให้เราเข้าใจหนังสือและบุคคลหลายท่าน ด้วยคำพูดง่ายๆเพียงไม่กี่ประโยคที่เรียบเรียงเป็นภาษามนุษย์โลกชาวไทยแล้ว

คำพูดตรงๆที่ง่ายแก่การเข้าใจไม่กี่คำ ดีกว่าคำหลายร้อยพันที่พร่ำพรรณาโวหารแต่ไร้แก่น

เนื้อหาโดยคร่าวของหนังสือเล่มนี้ที่ปรากฎอยู่บนปกหลังนั้นคือ

ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล

เดาไม่ออกใช่ไหมว่านี่เป็นหนังสืออะไร เรื่องนี้มีองค์ประกอบของคน ปลา ลิง มนุษย์ต่างดาว มนุษย์ล่องหน ไอน์สไตน์ พีระมิด หมอดู ฮวงจุ้ย นอสตราดามุส แอตแสนติส สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ผี บุพเพสันนิวาส หลุมดำ การเดินทางไปดาวดวงอื่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนสนามฟุตบอล

ยิ่งงงกว่าเดิม? เฉลย! หนังสือเล่มนี้เป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญา อภิปรัชญา ศาสนา จักรวาลวิทยา ฯลฯ โดยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และหลัก กาลามศูตร ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้นานมาแล้ว ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล เป็นแว่นขยายหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน อีกขึ้นหนึ่ง ด้วยสไตล์การเขียนที่ไม่เครียด

คนเราเกิดมาทำไม? มนุษย์ต่างดาวสร้างพีระมิดจริงไหม? พรหมลิขิตกำหนดชีวิตเราจริงหรือ? ไสยศาสตร์ ฮวงจุ้ย หมอดู ฯลฯ เชื่อถือได้แค่ไหน? ผีมีจริงไหม? สวรรค์นรกอยู่ที่ใด? คนเราไม่มีศาสนาได้หรือเปล่า? บุพเพสันนิวาสมีจริงหรือ คำตอบอยู่ในสนามฟุตบอลแห่งนี้

...อ่านแล้วงงใช่มั้ยล่ะ? แต่ว่า เนื้อหาข้างในก็เป็นอย่างที่ที่ปรากฏบนปกหลังนั่นแหล่ะ... ดูแล้วไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าได้อ่านก็จะเข้าใจ แถมเป็นเรื่องเป็นราวเข้าใจง่ายมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าตำราเสริมหน่วยสมองหลาย ๆ เล่มละกัน เพราะว่า ปลาฯ นี้ผ่านการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาไทย เรียบร้อยแล้ว)

อยากจะเอาซักบทมานำเสนอเป็นตัวอย่างให้ได้อ่านกัน เพราะรู้ว่าหลายคนคงจะไม่ซื้อหนังสืออะไรประเภทนี้หรอก ในเมื่อมีภาระต้องใช้เงินหลายอย่าง หึหึ... (ตอนที่ซื้อเล่มนี้ ก็เผอิญมีเงินเหลือน่ะ 555+ ถ้าเป็นช่วงนี้ ก็คงอาจคิดหลายตลบถ้าจะซื้อ)

อ้อ หนังสือเล่มนี้ อยู่ในโครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด แปลง่ายๆก็คือ หนังสือในโครงการนี้ จะถูกนำไปบริจาคสู่ห้องสมุดทั่วประเทศโดยกระทรวงศึกษา (ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปถึงไหนบ้าง) สนับสนุนต้นทุนหนังสือโดยคนที่มีจิตศรัทธาในการกระจายความรู้สู่เด็กและประชาชน แต่ก็ไม่รู้แถวนี้จะมีใครสามารถไปสมทบทุนได้บ้าง แค่หาทุนจะมาพิมพ์โดกับสปอนโง่ เอ้ย เซอร์สำหรับงานการ์ตูนแต่ละครั้งยังลำบากเลยห้าห้าห้า


เราพากันถางหญ้าคาที่แทงยอดขึ้นมาระหว่างหญ้าบนสนาม เป็นหญ้าใบหยาบรุงรัง บางส่วนเป็นหญ้าเจ้าชู้ ทำให้เตะบอลและวิ่งเล่นไม่สนุก

เราปล่อยให้หญ้าที่ถูกถางออกนอนเฉากลางแดด ไม่นานก็เหี่ยวแห้งเหลืองซีด

ทว่าอีกไม่กี่วันต่อมา หญ้าคาที่ไม่มีใครต้องการก็งอกขึ้นมาใหม่ เราก็ถางมันออกไปอีก

และมันก็หวนกลับคืนมาอีก ราวกับว่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการถูกคมมีดเกี่ยว

บางครั้งเราจุดไฟเผา แต่มันก็ผุดขึ้นมาอีก เหมือนกับอยากบอกเราว่า มันไม่มีวันตาย เมื่อหญ้าต้นหนึ่งตาย ต้นใหม่ก็ผุดแซม ลูกหลานของมันมีมากมายพร้อมสืบทอดเผ่าพันธุ์

บางทีเราจะตายไปก่อนพวกมัน

.

ความต้องการสืบข้ามภพชาตินี้ฝังรหัสในชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ เป็นแรงเชี่ยวกรากเกินข้อจำกัดใด ๆ อาจเป็นแรงนี้เองที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการ

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมการขยายพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วันแรก ๆ ของกำเนิดชีวิตแรก ราวกับว่าความเป็นชีวิตคือการสืบทอดชีวิต ดังนั้นจะบอกว่าชีวิตคือความสามารถในการสืบทอดตัวมันเองต่อไปก็ไม่น่าผิด

แรงที่ขับดันให้สัตว์เซลล์เดียวแบ่งตัว ทำให้ดอกไม้ผสมเกสร ไก่ออกไข่ กับพลังที่ทำให้มนุษย์ตกในบ่วงกามเป็นแรงขับตัวเดียวกัน แม้ว่ามีกระบวนการแตกต่างกัน

ที่แตกต่างอาจจะเป็นจุดที่ว่า มนุษย์อาจเป็นสายพันธุ์เดียวที่ใช้กระบวนการสืบพันธุ์นี้เพื่อความบันเทิง

แต่ฟรานซ์ เดอ วาลล์ ไม่เห็นด้วย

ฟรานซ์ เดอ วาลล์ ไม่ใช่ลิง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวานร

เขาแนะนำให้ผมไปสัมภาษณ์โบโนโบ

โบโนโบไม่ใช่คน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องมนุษย์

ผมถามโบโนโบ ลิงร่างเล็กแห่งป่าคองโก้ตัวนั้น "คุณชื่ออะไร?"

"สาว ๆ ที่นี่เรียกผมว่า ดอน ฮวน"

"คุณเสน่ห์แรงซีท่า"

"ก็พอตัว"

"ทำไมคุณไม่เห็นด้วยว่า มนุษย์เป็นพวกเดียวที่ใช้กระบวนการสืบพันธุ์เพื่อความบันเทิง"

วานร ดอน ฮวน ยิ้มเหยียด "ไม่ใช่มีแต่พวกคนเท่านั้นที่ถือคติ make love not war ความจริงคือ 75 เปอร์เซ็นต์ของพวกผมร่วมเพศเพื่อบันเทิง ไม่ได้เพื่อสืบเผ่าพันธุ์"

"ฮ้า!"

"ไม่ต้องฮ้า! พวกคุณชอบหลงตัวเอง คิดว่าแน่กว่าสัตว์โลกอื่น ๆ ข้อแตกต่างระหว่างเราคือ ลิงอย่างเราไม่ได้เห็นว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งสกปรก เราจึงไม่มีวัฒนธรรมปากว่าตาขยิบ เราไม่มีปัญหาทางสังคมทางเพศและคอลัมน์แนว 'ศิราณี' ไม่มีปัญหารักสามเส้า สี่เส้า"

"คุณทำให้ผมอายที่เกิดมาเป็นคน ชาติหน้าถ้ามีจริงผมขอเกิดเป็นโบโนโบดีกว่า"

"ผมเฝ้าสังเกตพวกคุณมานานแล้ว บอกตรง ๆ ว่ารำคาญมาก ผมว่าน่าขำนะที่พฤติกรรมมากผัวมากเมียของมนุษย์ไม่ถูกสังคมประณามหนักข้อเท่าพฤติกรรมแบบเกย์หรือเลสเบี้ยน แม้ว่าเกย์หรือเลสเบี้ยนคนนั้นจะซื่อตรงต่อคู่ของตนแค่ไหนก็ตาม! บางสังคมเห็นเรื่องรักร่วมเพศเป็นเรื่องที่ต้องลงโทษถึงตาย ลิงเราไม่ทำอะไรโง่ ๆ ยังงั้น"

"แปลว่าลิงอย่างคุณก็มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ?"

"ใช่"

"ฮ้า!"

"ไม่ต้องฮ้า ไม่ต้องตื่นเต้น พวกเรามีทั้งแบบเกย์ เลสเบี้ยน ผมจะบอกความลับอีกอย่างให้ รู้ไหมว่าเราโบโนโบก็มีวิธีการร่วมเพศไม่ต่างจากคน คือหันหน้าเข้าหากัน"

"ฮ้า!"

"บอกว่าไม่ต้องฮ้า ไม่ต้องตื่นเต้น ทำไมพวกคุณถึงคิดว่าพวกคนเป็นสัตว์ประเสริฐนะ น่ารำคาญ จะบอกให้ว่า สัตว์โลกหลายขนิดในโลกก็เป็นเกย์ เลสเบี้ยน พวกนกก็เป็น ปลาโลมาก็ยังมีพฤติกรรมนี้เลย สัตว์อีกหลายชนิดก็มีพฤติกรรมหลายคู่อย่างในคน บางชนิดก็ซื่อสัตย์กับคู่ของตนตลอดชีวิต มันเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์"

"ไม่น่าเชื่อว่าคุณเข้าใจพฤติกรรมเรื่องเซ็กส์ดีอย่างนี้"

"คราวก่อนก็มีนายฝอยหรือฟรอยด์อะไรนั่นมาคุยกับผมทีนึงแล้ว"

"ซิกมุนด์ ฟรอยด์?"

"นั่นแหละ นายนั่นพยายามโยงพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนเข้ากับเรื่องเพศหมด เฮ้อ ! พวกคุณนี่มัวแต่มาศึกษาเรื่องเพศ แล้วจะไม่มีเวลาเอนจอยเซ็กซ์นะ อย่าให้อายลิงอย่างผมซี"

"ขอบคุณที่เตือนสติ"

"ผมขอตัวก่อนได้ไหม อลิซาเบธกำลังตามหาผม"

หึหึหึ พอจะเข้าใจรึเปล่าว่าทำไมถึงยกส่วนนี้มาให้อ่าน (กร๊ากกกกกกกกกกกก หมกมุ่นจังเลยกรู) แล้วก็มีอีกที่อยากให้อ่านมาก ๆ เช่น....

ทุก ๆ วัฒนธรรมของมนุษย์พูดถึงเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว ไม่มีศิลปะวรรณกรรมชาติใดไม่เอ่ยถึงความรัก ความรักเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา ผู้คนยอมตายเพื่อรัก

"ผมรักคุณ"
"ฉันก็รักคุณ รักมากที่สุดในโลก"
"ผมรักคุณชั่วฟ้าดินสลาย"
"ฉันจะรักคุณจนลมหายใจสุดท้าย"
"ชาติหน้ามีจริง เราจะรักกันอีก..."

ประสบการณ์การมีความรักเป็นของแปลก ความรู้สึกอบอุ่นวาบหวาม เวลาสบตาคนที่เรา 'รัก' การครุ่นคิดถึงทุกนาที การฝันถึงทั้งยามตื่นและหลับ เหล่านี้อาจเป็นเหตุผลเดียวที่เพียงพอให้มนุษย์สักคนรู้สึกว่า การเกิดมาในโลกใบนี้คุ้มค่าแล้ว และต้องการทำให้ "รักของเรายั่งยืนชั่วฟ้าดินสลาย"

ดร. แกรี แชพแมน เขียนในหนังสือ The Five Love Languages ว่า จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ ความรักแบบ 'ชั่วฟ้าดินสลาย' นั้นมีอยู่แต่ในนิยายเท่านั้น

คนที่มีสารโรแมนติกเต็มสายเลือดคงรับแนวคิดนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด และอาจยกตัวอย่างคู่ที่รักกันอย่างดูดดื่มจนแก่เฒ่า 'ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร'

รายงานการวิจัยเรื่องรักในอเมริกาโดยจิตแพทย์ โดโรธี เทนนอฟ ได้บทสรุปว่า

หนึ่ง การตกหลุมรักเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ 'ความรัก'

สอง ประสบการณ์นี้มีอายุเฉลี่ยสองปี (อาจยาวกว่านี้หากเป็น 'รักซ่อน' หรือรักแบบแอบ ๆ )

ความจริงคือเราถูกกระหน่ำด้วยภาพของ 'ความรัก' จากสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกของชีวิตเกี่ยวกับความรัก

ตำนานอย่าง โรเมโอกับจูเลียต นั้นซาบซึ้งกินใจยิ่งนัก จนใคร ๆ ก็อยากพบคนที่รักเราอย่างนั้นบ้าง

คำถามยอดฮิตที่หมอดูได้รับคือเรื่องเนื้อคู่

แน่นอนความรู้สึกดื่มด่ำ วาบหวาม ห่วงหาอาทรในช่วงที่ตกในห้วงรักนี้เป็นความจริง ไม่เสแสร้ง แต่ความจริงคือเมื่อครองคู่ในโลกของความจริงมาสักระยะหนึ่ง หลายคนจึงเพิ่งตาสว่างและพบว่ารสชาติของสิ่งที่เรียกว่า ความรัก นั้นไม่ได้หอมหวานและอยู่นานชั่วฟ้าดินสลายอย่างในภาพยนตร์และนิยายรัก

บางคนอาจจบด้วยการบอกตัวเองว่า "นี่ฉันโง่อย่างนั้นได้ยังไงนะ?"หรือ "ทำไมฉันตาบอดมาได้นานขนาดนั้น?"

บางคนก็โทษคนอื่น "ทำไมก่อนแต่งมึงไม่เตือนกู?"

จิตแพทย์ เอ็ม. สกอตต์ เป็ค ผู้เขียน The Road Less Travelled ก็สรุปฟังธงอย่างเดียวกันว่า การตกหลุมรัก ไม่ใช่ 'ความรัก'

เหตุผล?

เพราะการตกหลุมรักเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่บังคับตามใจได้ ไม่ใช่ทางเลือก เราไม่อาจบอกว่า "วันนี้ผมจะตกหลุมรักละนะ"

บทมันจะเกิดก็เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเกิดอย่างที่สุด การตกในห้วงรักทำให้มนุษย์เกิดพฤติการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ทำสิ่งที่พิกล บ่อยครั้งถึงขึ้นไร้เหตุผล

เราไม่ได้ต้องการให้คนที่เรา 'รัก' พัฒนาตัวตนของเขาหรือเธอต่อไป เพราะเขาหรือเธอ 'เพอร์เฟ็ค' แล้วในสายตาของเรา

อีกเหตุผลหนึ่งคือเป็นความ 'รักตนเอง' มากกว่ารักคนที่เรารัก การตกหลุมรักทำให้ตนเองรู้สึกดีมากกว่า

พูดแบบนี้ไม่โรแมนติกเลยใช่ไหม ถ้าการตกหลุมรักหรือรักแรกพบไม่ใช่ 'ความรัก' แล้วมันคืออะไร?

จิตแพทย์ เอ็ม. สกอตต์ เป็ค ตอบว่า "มันคือองค์ประกอบแห่งพฤติกรรมการผสมพันธุ์ผ่านสัญชาตญาณที่กำหนดโดยยีน"

หรืออาจกล่าวให้เป็นวิชาการเท่ ๆ ให้ฟังดูยากเข้าไว้ได้ว่า "การล่มสลายชั่วคราวของขอบเขตของอีโก้ของตนเอง ที่แสดงออกในรูปของการตกหลุมรัก เป็นปฏิกิริยาเดิม ๆ ของมนุษย์ในการพบกันระหว่างแรงขับเคลื่อนทางเพศภายในกับแรงกระตุ้นทางเพศภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มความน่าจะเป็นของการรวมคู่กันเพื่อเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของสายพันธุ์"

ดังนั้นเมื่อห้วงเวลาของการตกหลุมรัก 'หมดอายุ' ต่างคนต่างตื่นจากความฝันมาพบโลกแห่งความจริง

เมื่อตกหลุมรักกันใหม่ ๆ ชายไปส่งคนรักถึงหน้าประตูบ้านทุกคืน โทรศัพท์หาเธอวันละร้อยเที่ยว

แต่งงานได้ไม่ถึงปี เขาบอกให้เธอกลับบ้านเอง และไม่เคยโทรศัพท์หาเธออีก

บ้างเรียกคู่ของตนว่า 'อีแก่' บ้าง 'ไอ้แก่' บ้าง

นี่เป็นเหตุผลของปรากฏการณ์ 'รักแท้แพ้ใกล้ชิด'

แม้จะไม่ค่อยโรแมนติกนัก แต่ทฤษฏีนี้ไม่ได้ปฏิเสธความคงอยู่ของความรัก

.

เมื่อดูร่องรอยจากกระแสวิวัฒนาการ จะพบหลักฐานที่น่าโน้มน้าวใจให้คล้อยตามว่า ความรักนั้นมีที่มาจากความจำเป็นของการเอาตัวรอดของสายพันธุ์

ความรักอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดมาจากวิวัฒนาการของสัตว์ชั้นสูง ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น

ข้อสังเกตหนึ่งที่สนับสนุนแนววิเคราะห์นี้คือ มีน้อยกรณีมากที่มนุษย์ปกติตกหลุมรักโดยทันทีกับคนหน้าตาน่าเกลียด หรือกับคนเพศเดียวกัน หรือกับสัตว์สายพันธุ์อื่นเช่น ลิง หรือนกแก้วสักตัว

เรารักเพื่อนเพศเดียวกันได้ รักสัตว์เลี้ยงได้ แต่ไม่ถึงขึ้นหลงใหลใฝ่ฝัน เพราะมันไม่มีสัญชาตญาณทางเพศปนเข้าไปด้วย

พูดสั้น ๆ คือความรักแบบหนุ่มสาวก็คือผลจากวิวัฒนาการของพลังผลักดันของเพศและการสืบทอดเผ่าพันธุ์ เมื่อสมองของคนเราวิวัฒนาการจนถึงขึ้นมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนขึ้น เช่นเดียวกับการที่ธรรมชาติบังคับให้แม่ (เกือบ) ทุกคน (ตัว) รักลูกในไส้โดยไม่มีข้อแม้ เป็นวิธีที่ทำให้อัตราการรอดชีวิตของทารกสูงพอที่จะไม่ทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่ง ๆ สิ้นสุดลง

ความรักแบบหนุ่มสาวจึงผูกกับเรื่องเพศจนแยกกันไม่ออก

บางทฤษฏีไปไกลถึงขนาดฟันธงว่า ผู้ชายกับผู้หญิงไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้

อย่างไรก็ตาม ถึงบทวิเคราะห์ของจิตแพทย์ข้างต้นนี้จะเป็นจริง ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถสร้าง 'ความรัก' ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลและการเลือก ไม่ใช่จากสัญชาตญาณ

คนที่รักกันจนแก่เฒ่าล้วนรักอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความคิดที่ไม่เห็นแก่ตัว ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย และยังรับสภาพนั้นได้ เป็นความรักที่ต้องอาศัยทั้งความพยายามและวินัย

ดร. แกรี แชพแมน บอกว่า ความรักแท้ไม่อาจเกิดขึ้นหากประสบการณ์การตกหลุมรักไม่สิ้นสุดลงเสียก่อน

เราอาจเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความต้องการสืบทอดเผ่าพันธุ์ชัดเจนขึ้น เมื่อเทียบกับสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดมีความสามารถที่จะ 'รัก' ได้ อาจไม่ใช่ในระดับที่มอบดอกไม้ให้กันในวันวาเลนไทน์ แต่ความรัก (หากจะใช้คำนี้ได้ในสัตว์) ของสัตว์หลายชนิดนั้นน่าทึ่งกว่าในมนุษย์หลายคู่เสียอีก มิเช่นนั้นชาวจีนคงไม่นำนกอวงเอียมาเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้และการครองคู่

*

ทั้งสองบทที่นำมายกตัวอย่าง ต่างก็อยู่ในตอน

" ต้นหญ้าที่ไม่มีวันตาย ~แรงสืบทอด~ "

จากหนังสือ

ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล

ของ

วินทร์ เลียววาริณ

*

ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตรงนี้ เพราะคนพิมพ์ก็เมื่อยเหมือนกัน แต่อยากให้ได้อ่าน


...ยังครับ ยังไม่จบกับเรื่องของปลาตัวนี้กันง่าย ๆ...

อยากจะแถมท้ายด้วยเรื่องของ กามล... เอ้ย กาลามสูตรซึ่งปรากฏหลายครั้งในปลาตัวนี้ (อันที่จริงจำได้ว่าคุณวินทร์มีกล่าวถึงในนั้นอย่างย่อสรุปให้เข้าใจง่าย... แต่เปิดหามาสิบห้านาทีแล้ว ทำไมไม่เจอวะ -*-)

กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ

๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา

๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา

๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ

๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา

๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา

๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา

๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน

๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้

๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

เราไม่ได้เชื่อ แต่เราก็คิดแบบนี้(ตั้งนานแล้ว) เลยนำมาให้อ่าน ต่างหากเล่า...

ทว่านี่คือหลักปฏิบัติสากลที่พึงใช้เสมอไม่ว่าในเรื่องใด... วันนี้คุณ ๆ ทั้งหลาย ได้ใช้ปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลก่อนจะเชื่อแล้วรึยัง?


ผัดบ๊ะจ่าง...

คนที่เคยผัดก็คงจะรู้ดี ว่าเวลาผัดข้าวเหนียวเต็มกะทะ มันช่างเมื่อยแสนจะเมื่อยขนาดไหน ไม่แปลกใจที่ 'เชฟ' จะเป็นอาชีพหนึ่งที่มีแรงงานชายในตลาดมากว่าหญิง

ยิ่งตอนที่ข้าวเหนียวมันเริ่มจะสุกบ้างแล้ว ยิ่งเกิดแรงหนืด ทำให้ยากต่อการผัดข้าวโดยเน้นว่าห้ามให้มีข้าวไหม้ติดกะทะเด็ดขาด โอ๊ยยยยยยยย อยากเสริมพลัง K ซะจริงๆ

ก็เลยลองคิดเล่นๆ ว่า... หากการผัดนี้ จะทำให้ได้เงินไปไถ่โดจากญี่ปุ่นซะเล่มหนึ่งเล่า...

โอ้โห แรงผัดมาจากไหนไม่รู้ ซวบๆๆ เกิดแรงฮึดอย่างมาก (ฮาๆ) แบบว่า โอ๊ย ให้ข้าวมันเหนียวกว่านี้ ก็ยังผัดสบาย~ (นี่ขนาดนึกถึงโดของ FMA ที่ไม่อยากได้ซะเท่าไหร่นะเนี่ย แบบว่า นึกเล่นขำๆ)

พอเลิกคิดเรื่องโด ...แป่ว.. เมื่อยจังว่ะ เมื่อไหร่จะผัดได้ที่วะเนี่ย กลับมาเซ็งอีกรอบ

คราวนี้ก็เลยลองคิดว่า การผัดนี้ จะทำให้เราได้โดจินปุริจำนวนมากที่กำลัง 'อ๊อกส์!' โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท แค่ตั้งใจผัดก็พอ

เท่านั้นแหล่ะ ผัดซวบๆๆ จนข้าวแทบจะกระเด็นออกนอกกะทะหมด ข้อหาตวัดตะหลิวแรงเกินไป

...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... พลังจิต(ที่กระหายY)ของมนุษย์(Y)นั้น มีอิทธิฤทธิ์แรงจริง~ ถึงขั้นส่งผลแก่ร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ทันตา

เอวังด้วยประการฉะนี้แล~ อุหุหุ

พักนี้รู้สึกตัวเองชักเริ่มสติแตกง่าย =_=!! สงสัยว่ามันสั่งสมมานาน ประเภท น้ำหยดทุกวันหินมันยังกร่อน~

เดินไปเดินมาแถวนี้ ก็ยิ่งหงุดหงิดง่ายกว่าเดิม... เฮ้อ... มนุดโลกเอ๋ย... เหตุไฉนไยเจ้าจึงเขลาเสียเพียงนี้...

ก็... ไม่อยากบ่นอะไรมาก เพราะเป็นคนปากหมา (เห่าได้นิดหน่อย) พูดจาขวานผ่าซาก (คราวหน้าจะลองผ่าฟืนบ้าง) ขี้บ่นจุกจิก (นานๆบ่นที ขอกรูหน่อย... =_,=+ เดี๋ยวอึดอัดมากจะพาลไปเตะแมวแถวนี้เล่น สงสารมัน)

---จากตรงนี้ จะเริ่มกระบวนการจิก กัด เห่า ระบายอารมณ์ ถ้าคิดว่าทนคำไม่พึงประสงค์ไม่ได้ ปิดไปเห้อ---

แต่ทำไม ถึงเชื่ออะไรกันง่ายจังฟระ แค่เห็น แค่ได้ยิน แค่รู้สึก ก็พาลเชื่อตามไปซะทุกเรื่อง คำว่า วิจารณญาณ เนี่ย ไม่รู้จักใช้กันบ้าง

อย่างเรื่อง สน*ตื๊ด* ทะเลาะกับ ทัก*ตื๊ด* งี้ ประชาชนเดินตลาดก็ออกมาวิ่งเต้นตามเค้ากันใหญ่ เชียร์ใครก็เชิดชูว่าคนนั้นดีเลิศประเสริฐศรี

คนนะโว้ยไม่ใช่พระอรหันต์ มันก็มีทั้งดี ทั้งเลว เล๊ว เลว ปนกันในตัวเหมือนกันหมดแหล่ะ ไอ้ประเภทฟ้าประทานเทวดามาจุติแสงทองนำทางประชากรไทยไปสู่ยุคยูโธเปียน่ะ มีซะที่ไหนกัน กู้*ตื๊ด* กันอยู่นั่น ปฏิว*ตื๊ด*กันจัง ใช้สมองก่อนaction บ้างได้มั้ยเนี่ย เซ็งรถติด น้ำมันแพง ค่ารถเมล์ขึ้น เงินบาทอ่อน ฮึ่ย!!!

สิ่งที่ตัวเองเห็น กับ ความจริง มันอย่างเดียวกันซะที่ไหน(ฟระ)

อย่างกลางวันมองท้องฟ้า ก็เห็นดวงอาทิตย์เสร่อโผล่อยุ่1ดวง แต่ความจริง ดวงจันทร์ก็อยู่แถวๆนั้นแหล่ะ แค่พระอาทิตย์มันเด่นกว่า ทำให้มองดวงจันทร์ไม่เห็น

คนที่ทำดีกับตัวเราน่ะ ความจริงแล้วมันอาจหวังร้ายอยู่ในใจก็ได้ เช่น นายทุนที่ตอนไปกู้เงิน ก็ปรนนิบัติซะดิบดี ถึงเวลาจ่ายเงินทีหยั่งกะราชาปีศาจลงมาเก็บส่วย ดอกเบี้ยบานเบอะเกินอัตราตามกฏหมายซะอีก (ถ้าเอาไปเล่นตามกฏหมายน่ะ หนี้โดนโมฆะเพราะดอกเบี้ยตามสัญญาเงินกู้สูงเกินที่กฏหมายกำหนด แต่ได้เป็นไข้โป้งตายก่อนไปขึ้นศาลน่ะสิ)

คนที่หวังดีกับเรา แต่ทำตัวขัดใจเราทุกเรื่องก็มี (พูดถึงเรื่องนี้แล้วไม่อยากจะด่ามันเล๊ย แต่สมน้ำหน้าว่ะ ติดผู้ชายจนเอาเงินค่าเทอมไปปรนเปรอผัว ไงล่ะ พอท้องก็โดนลากไปทำแท้งแล้วถีบหัวส่ง พ่อก็ตัดหางปล่อยวัด ทำตัวเองชัดๆ ชั้นไม่สงสารแกเลยซักนิด สงสารพ่อแกมากกว่าว่ะ)

คนที่หวังดีกับเรา แต่ความหวังดีนั้นมันดันทำร้ายเรา ก็มี ....ใครไม่รู้จักเรื่อง พ่อแม่รังแกฉัน ไปหามาอ่านซะ เบื่อพ่อแม่สมัยนี้หลายๆคนจังว่ะ แม่ง เลี้ยงลูกภาษาอะไร ไม่ได้เรื่อง! ยึดแต่ทฤษฏี'เขาเล่าว่า' ไม้รงไม้เรียวน่ะ จะเลิกใช้ก็หัดเลี้ยงลูกให้ถูกวิธีกันหน่อยเซ่ แต่ถ้าเลี้ยงแล้วโตมาโง่ ก็เอาไม้ฟาดไปเหอะ ฉลาดไม่ทันใช้แล้วนี่

หลายคนก็อีกเป็นคนไทยแต่เหมือนจะฉลาดภาษาเมืองนอกแถมซ้ำตกภาษาไทย ประโยคบอกว่า ไปซ้าย เสือกถามมาได้ ตกลงไปซ้ายหรือขวา แสดดดดดดดดดดดด อย่าเข้ามานะโว้ยเด๋วปั๊ดถีบไปไกลๆ

ทำไมคนแก่กะโหลกกะลา มันเยอะขึ้นวะ!!!!! คุณภาพมันไปตกหล่นที่แถวสถาบันการเรียนหรือเยียงไร แก่แบบรอวันตายกันทั้งนั้น ขอแบบสร้างสรรค์หน่อยเซ่! แก่แค่อายุน่ะ เบื่อแล้วโว้ย คัน!

ตอนนี้พาลเป็นโรค แอนตี้คิขุอาโนเนะ ไปแล้ว สวยใสไร้สมอง ยังแทบทนไม่ได้ ขี้เหร่หน้าดำไร้สติเนี่ย ขอร้องไปไกลๆเลย ไม่ชอบของไม่จรรโลง

เยลหลีอายุ38 ตกใจมาก =[]=!!! คบกันนานไปมั้ยเนี่ย นึกว่าซัก33-35

น้องปลาเกล็ดตั้งอีกแล้ว ขนลุก ฮืออออออ ปลาที่รักก็จะสีตกไปไหนเนี่ย รักเร่นะเฟ้ยไม่ใช่ปลาทองแคระ หัดทำตัวดำๆกันหน่อยเซ่

เงินติดลบบบบบบบบบบบบบบบบบบ จะเอาตังไปไถ่การ์ตูนได้เมื่อไหร่เนี่ยยยย T[]T

อยากทำโดแรค แต่เมื่อไหร่ทีสิดกูจะเสร็จฟระ หมดไฟทำทีสิดแล้ว แต่ต้องทำ โฮกก จะได้จบๆสิ้นๆกันซักที (จะต่ออีกซักปีก็กลัวโดนตัดออกจากกองมะรึดก)

แมวที่บ้านหน้าตาตลกดีว่ะ โง่ด้วย นอนบนบันได แล้วกลิ้งตกบันได (3เมตร) โง่ดี ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

รู้สึกว่าหมดแรงชีวิตแล้ว ทำไงดี ฮือออออ ไปนั่งเล่นเกมส์เพลย์ต่อท่าจะดี เคลียร์จบซักเกมส์คงจะไฟมา......มั้ง

อยากเกะเพลงปรินซ์จัง แต่ big acho ไม่มีว่ะ มีแต่ลาร์ค X ลูน่าซี คินคิคิดส์ บลาๆ orange range ทำไมไม่มีปรินซ์วะ!!!!!!!!!!!

ง่วงแล้ว

อยู่ๆก็นึกถึงเรื่องนี้

พักนี้รู้สึกสภาพรอบตัวเปลี่ยนแปลงมากมาย

สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ก็ส่งผลต่อจิตใจคน

บางคนก็โกรธโมโห บางคนก็เศร้า บางคนก็ทำเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ก็แอบระบายอารมณ์ตอนไม่มีใครรู้

แต่ก็มีหลายครั้งที่เห็นคนจงใจระบายอารมณ์ด้านมืดให้ชาวบ้านเห็น เพียงเพราะโดนอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม

มันแสดงว่าคนเราควบคุมตัวเองไม่ได้ แสดงว่า E.Q. ต่ำงั้นหรือ?

หรือมันเป็นเพียงการแสดงตัวตนเบื้องลึกของคนนั้นออกมา...แต่เขาไม่รู้ตัว?

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆกันดีกว่า

เคยเข้าไปอ่านข่าวในเว็บผู้จัดการกันหรือเปล่า?

ตัวอย่างในช่วงนี้เลยก็ ข่าวภาคใต้

เวลามีข่าวเรื่องสถานการณ์รุนแรงในภาคใต้

จะพบ reply ได้สองกลุ่มใหญ่ๆ....มั้ง

คือกลุ่มคนที่เคียดแค้นจะเป็นจะตาย โมโหจนแทบบ้า แทนคนไทยทั้งประเทศ

กับคนที่ออกมาบอกว่าฝ่ายแรกคิด/ตอบ รุนแรงเกินไปหน่อย ควรใช้เหตุผลบ้าง

กลายเป็นว่าฝ่ายที่2เป็นพวกทรยศชาติไปซะนี่ q(-_,-)p เพียงเพราะความเห็นไม่ตรงกับคนที่ประกาศว่ารักชาติshipหาย ...แค่นั้นเอง

replyในข่าวของเว็บผู้จัดการที่เข้าทุกอัน... จะเจอแต่สภาพการ reply สุดขั้วแบบนี้ทั้งสิ้น... แม้กระทั่งข่าวการ์ตูนY ยังจำได้มั้ย?

พวกชาวการ์ตูนที่เข้าไปreplyในกระทู้ข่าวอันนั้นน่ะ ไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่หรอก เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกับการreplyในบอร์ดเปิดดี (ล่ะมั้ง)

แต่ไอพวกอื่นที่เข้ามาอ่านนี่สิ... มันช่างreplyได้แบบ.... ชวนให้เราคิดว่า ตอนนี้ประเทศไทยนี่ มีประชาชนที่วิจารณญาณต่ำในการตีความข้อมูลผ่านสื่อ เป็นจำนวนมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ??

คนที่replyต่างก็ต้องเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองrepไปน่ะ ถูกต้อง(ตามความคิดของเขา) อยู่แล้วล่ะ
(ถ้าrepแบบที่ตัวเองก็ยังคิดว่าไม่ถูกต้องเนี่ย ...บ้ารึเปล่าน่ะ -_,-)

แต่ไอการบอกว่าสิ่งที่ตัวเองrepไปน่ะ ถูกต้องแล้ว นอกเหนือจากนั้นน่ะ ผิดหมดทุกประการ

...งี่เง่าว่ะไอห่า (ขอหยาบคายทีเหอะ)

ถ้ามันทำได้จริงล่ะก็ คำว่าสงครามโลกเนี่ยก็คงไม่มีทางปรากฏขึ้นในโลกหรอก

แต่ถ้าวันนั้นจะมีในอนาคตล่ะก็......... ก็ตอนที่มนุษย์อย่างเราๆทุกคนในโลก ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมชนิดเดียวกัน น่ะสิ

คนที่ชอบยัดเยียดความถูกต้องของตัวเองใส่ชาวบ้านน่ะ... จะลองมาเป็นต้นแบบทดลองมนุษย์จักรกลดูมั้ยล่ะ? จะได้เป็นข้อมูลต้นแบบของลักษณะนิสัยประชากรโลกในอนาคตไง ^_^*


ว่าจะเข้าเรื่องที่เกี่ยวกับหัวบลอกวันนี้ มันไปเรื่องข้างบนได้ไงหว่า =_=..

ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีอาการอารมณ์เสียกันแน่ๆ

ทำไมเรื่องนั้นไม่เป็นอย่างงี้ ทำไมคนนี้ไม่ทำอย่างนั้น

เรื่องแรกที่ควรสลักใส่หัวกบาลเวลาเกิดอาการอารมณ์เสีย คือ

1. คนเราย่อมมีสิทธิ์ที่จะควบคุมการกระทำของตัวเอง แต่ไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยจะไปควบคุมการกระทำของผู้อื่น

ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นลูกก็เหอะ ใครๆก็ต้องเคยเป็นลูกมาก่อนแหงล่ะ แต่ไอการอ้างว่าสมัยก่อนตัวเองโดนผู้ใหญ่ทำแบบนี้มา จึงหมายความว่าลูกจะต้องโดนแบบเดียวกันบ้าง ............ทุเรศอะ

ฝาแฝดไข่ฝองเดียวกัน ถอดDNA เดียวกันมา ยังไม่เหมือนกันได้ แล้วนี่คนละพ่อแม่ คนละยุคสมัย จะถือว่าวิธีเดียวกันใช้ได้ทุกยุคสมัยงั้นเรอะ? ...เหอะ คนที่มีความคิดแบบนี้ ส่วนมากอายุไม่ยืนเท่าไหร่หรอกนะ ...ก็เป็นโรคเครียดจนอาการหนักตายไง -_,- ถึงจะอายุยืน หาซัก1%ก็ไม่รู้จะถึงรึเปล่าที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า "ฉันมีความสุข"

ถ้าบังคับคนอื่นไม่ได้แล้วเป็นไง? ก็บังคับตัวเองแทนสิ = =

เรื่องทุกเรื่องน่ะ สามารถแบ่งได้เหลือแค่ เรื่องที่ตัวเองทำได้ กับเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถทำได้

ไอ้เรื่องอย่างที่2เนี่ย ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ว่าตัวเองทำไม่ได้ คิดมากไปก็เสียเวลา เสียสุขภาพเปล่าๆ

ที่สำคัญก็คือเรื่องที่ตัวเองทำได้ตะหาก ...แล้วก็อีกแหล่ะ แบ่งได้เป็น เรื่องที่ทำได้ กับเรื่องที่ไม่ทำ ถ้าปัญหาในตอนนั้นมันจัดในประเภท เรื่องที่ทำได้-แต่ไม่ทำ ล่ะก็... โทษตัวเองไปเถอะ ไม่ต้องไปโทษใครหรอก


ลองดูสิ มองโลกโดยใช้เกณฑ์ เรื่องที่ตัวเราทำได้ กับเรื่องที่ตัวเราทำไม่ได้ และเรื่องที่เราไม่ได้ทำ

ความเครียดในชีวิตจะลดลงไปอีกเย้ออออออออ


แอบมาอัพอะไรแปลกๆอีกแระตู เหอะๆ