ปลาที่ว่ายน้ำในสนามฟุตบอล - กาลามสูตร - ผัดบ๊ะจ่าง
posted on 18 Jun 2007 21:18 by lumin in SopheTalesปลาอะไร ว่ายน้ำได้ในสนามฟุตบอล
หากอยากรู้ ก็ต้องไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
แต่ท่าทาง ประชากรไทยจะไม่นิยมหนังสือที่ส่งเสริมการพัฒนาของสมอง จึ่งทำให้ใครบางคนต้องเสียเวลาตระเวนหาปลาตัวนี้อยู่เป็นนาน~ กว่าจะได้มา
ความจริงปลาตัวนี้ เราได้มาตั้งแต่ครั้งเมื่องานหนังสือเมื่อเดือนมีนา-เมษา แต่ทว่าวันนี้จักเพิ่งมีโอกาสได้ชื่นชมปลาตัวนี้อย่างละเอียด
ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก ด้วยว่าหากเราได้พบกับปลาตัวนี้ก่อนหน้าซักปีสองปี(สาม,สี่,ห้าปี) ก็คงจะช่วยพัฒนาเกรดในใบจบการศึกษาได้ บางทีอาจถึงขั้นได้แอปเปิ้ลมากินซักสองสามตัว
ปลาตัวนี้ ทำให้เราเข้าใจหนังสือและบุคคลหลายท่าน ด้วยคำพูดง่ายๆเพียงไม่กี่ประโยคที่เรียบเรียงเป็นภาษามนุษย์โลกชาวไทยแล้ว
คำพูดตรงๆที่ง่ายแก่การเข้าใจไม่กี่คำ ดีกว่าคำหลายร้อยพันที่พร่ำพรรณาโวหารแต่ไร้แก่น
เนื้อหาโดยคร่าวของหนังสือเล่มนี้ที่ปรากฎอยู่บนปกหลังนั้นคือ
|
...อ่านแล้วงงใช่มั้ยล่ะ? แต่ว่า เนื้อหาข้างในก็เป็นอย่างที่ที่ปรากฏบนปกหลังนั่นแหล่ะ... ดูแล้วไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าได้อ่านก็จะเข้าใจ แถมเป็นเรื่องเป็นราวเข้าใจง่ายมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าตำราเสริมหน่วยสมองหลาย ๆ เล่มละกัน เพราะว่า ปลาฯ นี้ผ่านการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาไทย เรียบร้อยแล้ว)
อยากจะเอาซักบทมานำเสนอเป็นตัวอย่างให้ได้อ่านกัน เพราะรู้ว่าหลายคนคงจะไม่ซื้อหนังสืออะไรประเภทนี้หรอก ในเมื่อมีภาระต้องใช้เงินหลายอย่าง หึหึ... (ตอนที่ซื้อเล่มนี้ ก็เผอิญมีเงินเหลือน่ะ 555+ ถ้าเป็นช่วงนี้ ก็คงอาจคิดหลายตลบถ้าจะซื้อ)
อ้อ หนังสือเล่มนี้ อยู่ในโครงการ เติมหัวใจใส่ห้องสมุด แปลง่ายๆก็คือ หนังสือในโครงการนี้ จะถูกนำไปบริจาคสู่ห้องสมุดทั่วประเทศโดยกระทรวงศึกษา (ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปถึงไหนบ้าง) สนับสนุนต้นทุนหนังสือโดยคนที่มีจิตศรัทธาในการกระจายความรู้สู่เด็กและประชาชน แต่ก็ไม่รู้แถวนี้จะมีใครสามารถไปสมทบทุนได้บ้าง แค่หาทุนจะมาพิมพ์โดกับสปอนโง่ เอ้ย เซอร์สำหรับงานการ์ตูนแต่ละครั้งยังลำบากเลยห้าห้าห้า
เราพากันถางหญ้าคาที่แทงยอดขึ้นมาระหว่างหญ้าบนสนาม เป็นหญ้าใบหยาบรุงรัง บางส่วนเป็นหญ้าเจ้าชู้ ทำให้เตะบอลและวิ่งเล่นไม่สนุก เราปล่อยให้หญ้าที่ถูกถางออกนอนเฉากลางแดด ไม่นานก็เหี่ยวแห้งเหลืองซีด ทว่าอีกไม่กี่วันต่อมา หญ้าคาที่ไม่มีใครต้องการก็งอกขึ้นมาใหม่ เราก็ถางมันออกไปอีก และมันก็หวนกลับคืนมาอีก ราวกับว่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการถูกคมมีดเกี่ยว บางครั้งเราจุดไฟเผา แต่มันก็ผุดขึ้นมาอีก เหมือนกับอยากบอกเราว่า มันไม่มีวันตาย เมื่อหญ้าต้นหนึ่งตาย ต้นใหม่ก็ผุดแซม ลูกหลานของมันมีมากมายพร้อมสืบทอดเผ่าพันธุ์ บางทีเราจะตายไปก่อนพวกมัน . ความต้องการสืบข้ามภพชาตินี้ฝังรหัสในชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ เป็นแรงเชี่ยวกรากเกินข้อจำกัดใด ๆ อาจเป็นแรงนี้เองที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมการขยายพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วันแรก ๆ ของกำเนิดชีวิตแรก ราวกับว่าความเป็นชีวิตคือการสืบทอดชีวิต ดังนั้นจะบอกว่าชีวิตคือความสามารถในการสืบทอดตัวมันเองต่อไปก็ไม่น่าผิด แรงที่ขับดันให้สัตว์เซลล์เดียวแบ่งตัว ทำให้ดอกไม้ผสมเกสร ไก่ออกไข่ กับพลังที่ทำให้มนุษย์ตกในบ่วงกามเป็นแรงขับตัวเดียวกัน แม้ว่ามีกระบวนการแตกต่างกัน ที่แตกต่างอาจจะเป็นจุดที่ว่า มนุษย์อาจเป็นสายพันธุ์เดียวที่ใช้กระบวนการสืบพันธุ์นี้เพื่อความบันเทิง แต่ฟรานซ์ เดอ วาลล์ ไม่เห็นด้วย ฟรานซ์ เดอ วาลล์ ไม่ใช่ลิง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องวานร เขาแนะนำให้ผมไปสัมภาษณ์โบโนโบ โบโนโบไม่ใช่คน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องมนุษย์ ผมถามโบโนโบ ลิงร่างเล็กแห่งป่าคองโก้ตัวนั้น "คุณชื่ออะไร?" "สาว ๆ ที่นี่เรียกผมว่า ดอน ฮวน" "คุณเสน่ห์แรงซีท่า" "ก็พอตัว" "ทำไมคุณไม่เห็นด้วยว่า มนุษย์เป็นพวกเดียวที่ใช้กระบวนการสืบพันธุ์เพื่อความบันเทิง" วานร ดอน ฮวน ยิ้มเหยียด "ไม่ใช่มีแต่พวกคนเท่านั้นที่ถือคติ make love not war ความจริงคือ 75 เปอร์เซ็นต์ของพวกผมร่วมเพศเพื่อบันเทิง ไม่ได้เพื่อสืบเผ่าพันธุ์" "ฮ้า!" "ไม่ต้องฮ้า! พวกคุณชอบหลงตัวเอง คิดว่าแน่กว่าสัตว์โลกอื่น ๆ ข้อแตกต่างระหว่างเราคือ ลิงอย่างเราไม่ได้เห็นว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งสกปรก เราจึงไม่มีวัฒนธรรมปากว่าตาขยิบ เราไม่มีปัญหาทางสังคมทางเพศและคอลัมน์แนว 'ศิราณี' ไม่มีปัญหารักสามเส้า สี่เส้า" "คุณทำให้ผมอายที่เกิดมาเป็นคน ชาติหน้าถ้ามีจริงผมขอเกิดเป็นโบโนโบดีกว่า" "ผมเฝ้าสังเกตพวกคุณมานานแล้ว บอกตรง ๆ ว่ารำคาญมาก ผมว่าน่าขำนะที่พฤติกรรมมากผัวมากเมียของมนุษย์ไม่ถูกสังคมประณามหนักข้อเท่าพฤติกรรมแบบเกย์หรือเลสเบี้ยน แม้ว่าเกย์หรือเลสเบี้ยนคนนั้นจะซื่อตรงต่อคู่ของตนแค่ไหนก็ตาม! บางสังคมเห็นเรื่องรักร่วมเพศเป็นเรื่องที่ต้องลงโทษถึงตาย ลิงเราไม่ทำอะไรโง่ ๆ ยังงั้น" "แปลว่าลิงอย่างคุณก็มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ?" "ใช่" "ฮ้า!" "ไม่ต้องฮ้า ไม่ต้องตื่นเต้น พวกเรามีทั้งแบบเกย์ เลสเบี้ยน ผมจะบอกความลับอีกอย่างให้ รู้ไหมว่าเราโบโนโบก็มีวิธีการร่วมเพศไม่ต่างจากคน คือหันหน้าเข้าหากัน" "ฮ้า!" "บอกว่าไม่ต้องฮ้า ไม่ต้องตื่นเต้น ทำไมพวกคุณถึงคิดว่าพวกคนเป็นสัตว์ประเสริฐนะ น่ารำคาญ จะบอกให้ว่า สัตว์โลกหลายขนิดในโลกก็เป็นเกย์ เลสเบี้ยน พวกนกก็เป็น ปลาโลมาก็ยังมีพฤติกรรมนี้เลย สัตว์อีกหลายชนิดก็มีพฤติกรรมหลายคู่อย่างในคน บางชนิดก็ซื่อสัตย์กับคู่ของตนตลอดชีวิต มันเป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์" "ไม่น่าเชื่อว่าคุณเข้าใจพฤติกรรมเรื่องเซ็กส์ดีอย่างนี้" "คราวก่อนก็มีนายฝอยหรือฟรอยด์อะไรนั่นมาคุยกับผมทีนึงแล้ว" "ซิกมุนด์ ฟรอยด์?" "นั่นแหละ นายนั่นพยายามโยงพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนเข้ากับเรื่องเพศหมด เฮ้อ ! พวกคุณนี่มัวแต่มาศึกษาเรื่องเพศ แล้วจะไม่มีเวลาเอนจอยเซ็กซ์นะ อย่าให้อายลิงอย่างผมซี" "ขอบคุณที่เตือนสติ" "ผมขอตัวก่อนได้ไหม อลิซาเบธกำลังตามหาผม" |
หึหึหึ พอจะเข้าใจรึเปล่าว่าทำไมถึงยกส่วนนี้มาให้อ่าน (กร๊ากกกกกกกกกกกก หมกมุ่นจังเลยกรู) แล้วก็มีอีกที่อยากให้อ่านมาก ๆ เช่น....
ทุก ๆ วัฒนธรรมของมนุษย์พูดถึงเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว ไม่มีศิลปะวรรณกรรมชาติใดไม่เอ่ยถึงความรัก ความรักเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา ผู้คนยอมตายเพื่อรัก
ประสบการณ์การมีความรักเป็นของแปลก ความรู้สึกอบอุ่นวาบหวาม เวลาสบตาคนที่เรา 'รัก' การครุ่นคิดถึงทุกนาที การฝันถึงทั้งยามตื่นและหลับ เหล่านี้อาจเป็นเหตุผลเดียวที่เพียงพอให้มนุษย์สักคนรู้สึกว่า การเกิดมาในโลกใบนี้คุ้มค่าแล้ว และต้องการทำให้ "รักของเรายั่งยืนชั่วฟ้าดินสลาย" ดร. แกรี แชพแมน เขียนในหนังสือ The Five Love Languages ว่า จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ ความรักแบบ 'ชั่วฟ้าดินสลาย' นั้นมีอยู่แต่ในนิยายเท่านั้น คนที่มีสารโรแมนติกเต็มสายเลือดคงรับแนวคิดนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด และอาจยกตัวอย่างคู่ที่รักกันอย่างดูดดื่มจนแก่เฒ่า 'ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร' รายงานการวิจัยเรื่องรักในอเมริกาโดยจิตแพทย์ โดโรธี เทนนอฟ ได้บทสรุปว่า หนึ่ง การตกหลุมรักเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ 'ความรัก' สอง ประสบการณ์นี้มีอายุเฉลี่ยสองปี (อาจยาวกว่านี้หากเป็น 'รักซ่อน' หรือรักแบบแอบ ๆ ) ความจริงคือเราถูกกระหน่ำด้วยภาพของ 'ความรัก' จากสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกของชีวิตเกี่ยวกับความรัก ตำนานอย่าง โรเมโอกับจูเลียต นั้นซาบซึ้งกินใจยิ่งนัก จนใคร ๆ ก็อยากพบคนที่รักเราอย่างนั้นบ้าง คำถามยอดฮิตที่หมอดูได้รับคือเรื่องเนื้อคู่ แน่นอนความรู้สึกดื่มด่ำ วาบหวาม ห่วงหาอาทรในช่วงที่ตกในห้วงรักนี้เป็นความจริง ไม่เสแสร้ง แต่ความจริงคือเมื่อครองคู่ในโลกของความจริงมาสักระยะหนึ่ง หลายคนจึงเพิ่งตาสว่างและพบว่ารสชาติของสิ่งที่เรียกว่า ความรัก นั้นไม่ได้หอมหวานและอยู่นานชั่วฟ้าดินสลายอย่างในภาพยนตร์และนิยายรัก บางคนอาจจบด้วยการบอกตัวเองว่า "นี่ฉันโง่อย่างนั้นได้ยังไงนะ?"หรือ "ทำไมฉันตาบอดมาได้นานขนาดนั้น?" บางคนก็โทษคนอื่น "ทำไมก่อนแต่งมึงไม่เตือนกู?" จิตแพทย์ เอ็ม. สกอตต์ เป็ค ผู้เขียน The Road Less Travelled ก็สรุปฟังธงอย่างเดียวกันว่า การตกหลุมรัก ไม่ใช่ 'ความรัก' เหตุผล? เพราะการตกหลุมรักเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่บังคับตามใจได้ ไม่ใช่ทางเลือก เราไม่อาจบอกว่า "วันนี้ผมจะตกหลุมรักละนะ" บทมันจะเกิดก็เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเกิดอย่างที่สุด การตกในห้วงรักทำให้มนุษย์เกิดพฤติการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ทำสิ่งที่พิกล บ่อยครั้งถึงขึ้นไร้เหตุผล เราไม่ได้ต้องการให้คนที่เรา 'รัก' พัฒนาตัวตนของเขาหรือเธอต่อไป เพราะเขาหรือเธอ 'เพอร์เฟ็ค' แล้วในสายตาของเรา อีกเหตุผลหนึ่งคือเป็นความ 'รักตนเอง' มากกว่ารักคนที่เรารัก การตกหลุมรักทำให้ตนเองรู้สึกดีมากกว่า พูดแบบนี้ไม่โรแมนติกเลยใช่ไหม ถ้าการตกหลุมรักหรือรักแรกพบไม่ใช่ 'ความรัก' แล้วมันคืออะไร? จิตแพทย์ เอ็ม. สกอตต์ เป็ค ตอบว่า "มันคือองค์ประกอบแห่งพฤติกรรมการผสมพันธุ์ผ่านสัญชาตญาณที่กำหนดโดยยีน" หรืออาจกล่าวให้เป็นวิชาการเท่ ๆ ให้ฟังดูยากเข้าไว้ได้ว่า "การล่มสลายชั่วคราวของขอบเขตของอีโก้ของตนเอง ที่แสดงออกในรูปของการตกหลุมรัก เป็นปฏิกิริยาเดิม ๆ ของมนุษย์ในการพบกันระหว่างแรงขับเคลื่อนทางเพศภายในกับแรงกระตุ้นทางเพศภายนอก เพื่อที่จะเพิ่มความน่าจะเป็นของการรวมคู่กันเพื่อเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของสายพันธุ์" ดังนั้นเมื่อห้วงเวลาของการตกหลุมรัก 'หมดอายุ' ต่างคนต่างตื่นจากความฝันมาพบโลกแห่งความจริง เมื่อตกหลุมรักกันใหม่ ๆ ชายไปส่งคนรักถึงหน้าประตูบ้านทุกคืน โทรศัพท์หาเธอวันละร้อยเที่ยว แต่งงานได้ไม่ถึงปี เขาบอกให้เธอกลับบ้านเอง และไม่เคยโทรศัพท์หาเธออีก บ้างเรียกคู่ของตนว่า 'อีแก่' บ้าง 'ไอ้แก่' บ้าง นี่เป็นเหตุผลของปรากฏการณ์ 'รักแท้แพ้ใกล้ชิด' แม้จะไม่ค่อยโรแมนติกนัก แต่ทฤษฏีนี้ไม่ได้ปฏิเสธความคงอยู่ของความรัก . เมื่อดูร่องรอยจากกระแสวิวัฒนาการ จะพบหลักฐานที่น่าโน้มน้าวใจให้คล้อยตามว่า ความรักนั้นมีที่มาจากความจำเป็นของการเอาตัวรอดของสายพันธุ์ ความรักอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดมาจากวิวัฒนาการของสัตว์ชั้นสูง ไม่เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น ข้อสังเกตหนึ่งที่สนับสนุนแนววิเคราะห์นี้คือ มีน้อยกรณีมากที่มนุษย์ปกติตกหลุมรักโดยทันทีกับคนหน้าตาน่าเกลียด หรือกับคนเพศเดียวกัน หรือกับสัตว์สายพันธุ์อื่นเช่น ลิง หรือนกแก้วสักตัว เรารักเพื่อนเพศเดียวกันได้ รักสัตว์เลี้ยงได้ แต่ไม่ถึงขึ้นหลงใหลใฝ่ฝัน เพราะมันไม่มีสัญชาตญาณทางเพศปนเข้าไปด้วย พูดสั้น ๆ คือความรักแบบหนุ่มสาวก็คือผลจากวิวัฒนาการของพลังผลักดันของเพศและการสืบทอดเผ่าพันธุ์ เมื่อสมองของคนเราวิวัฒนาการจนถึงขึ้นมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนขึ้น เช่นเดียวกับการที่ธรรมชาติบังคับให้แม่ (เกือบ) ทุกคน (ตัว) รักลูกในไส้โดยไม่มีข้อแม้ เป็นวิธีที่ทำให้อัตราการรอดชีวิตของทารกสูงพอที่จะไม่ทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่ง ๆ สิ้นสุดลง ความรักแบบหนุ่มสาวจึงผูกกับเรื่องเพศจนแยกกันไม่ออก บางทฤษฏีไปไกลถึงขนาดฟันธงว่า ผู้ชายกับผู้หญิงไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้ อย่างไรก็ตาม ถึงบทวิเคราะห์ของจิตแพทย์ข้างต้นนี้จะเป็นจริง ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถสร้าง 'ความรัก' ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลและการเลือก ไม่ใช่จากสัญชาตญาณ คนที่รักกันจนแก่เฒ่าล้วนรักอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความคิดที่ไม่เห็นแก่ตัว ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย และยังรับสภาพนั้นได้ เป็นความรักที่ต้องอาศัยทั้งความพยายามและวินัย ดร. แกรี แชพแมน บอกว่า ความรักแท้ไม่อาจเกิดขึ้นหากประสบการณ์การตกหลุมรักไม่สิ้นสุดลงเสียก่อน เราอาจเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความต้องการสืบทอดเผ่าพันธุ์ชัดเจนขึ้น เมื่อเทียบกับสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดมีความสามารถที่จะ 'รัก' ได้ อาจไม่ใช่ในระดับที่มอบดอกไม้ให้กันในวันวาเลนไทน์ แต่ความรัก (หากจะใช้คำนี้ได้ในสัตว์) ของสัตว์หลายชนิดนั้นน่าทึ่งกว่าในมนุษย์หลายคู่เสียอีก มิเช่นนั้นชาวจีนคงไม่นำนกอวงเอียมาเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้และการครองคู่ |
*
ทั้งสองบทที่นำมายกตัวอย่าง ต่างก็อยู่ในตอน
" ต้นหญ้าที่ไม่มีวันตาย ~แรงสืบทอด~ "
จากหนังสือ
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล
ของ
วินทร์ เลียววาริณ
*
ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่านมาจนถึงตรงนี้ เพราะคนพิมพ์ก็เมื่อยเหมือนกัน แต่อยากให้ได้อ่าน
...ยังครับ ยังไม่จบกับเรื่องของปลาตัวนี้กันง่าย ๆ...
อยากจะแถมท้ายด้วยเรื่องของ กามล... เอ้ย กาลามสูตรซึ่งปรากฏหลายครั้งในปลาตัวนี้ (อันที่จริงจำได้ว่าคุณวินทร์มีกล่าวถึงในนั้นอย่างย่อสรุปให้เข้าใจง่าย... แต่เปิดหามาสิบห้านาทีแล้ว ทำไมไม่เจอวะ -*-)
|
เราไม่ได้เชื่อ แต่เราก็คิดแบบนี้(ตั้งนานแล้ว) เลยนำมาให้อ่าน ต่างหากเล่า...
ทว่านี่คือหลักปฏิบัติสากลที่พึงใช้เสมอไม่ว่าในเรื่องใด... วันนี้คุณ ๆ ทั้งหลาย ได้ใช้ปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลก่อนจะเชื่อแล้วรึยัง?
ผัดบ๊ะจ่าง...
คนที่เคยผัดก็คงจะรู้ดี ว่าเวลาผัดข้าวเหนียวเต็มกะทะ มันช่างเมื่อยแสนจะเมื่อยขนาดไหน ไม่แปลกใจที่ 'เชฟ' จะเป็นอาชีพหนึ่งที่มีแรงงานชายในตลาดมากว่าหญิง
ยิ่งตอนที่ข้าวเหนียวมันเริ่มจะสุกบ้างแล้ว ยิ่งเกิดแรงหนืด ทำให้ยากต่อการผัดข้าวโดยเน้นว่าห้ามให้มีข้าวไหม้ติดกะทะเด็ดขาด โอ๊ยยยยยยยย อยากเสริมพลัง K ซะจริงๆ
ก็เลยลองคิดเล่นๆ ว่า... หากการผัดนี้ จะทำให้ได้เงินไปไถ่โดจากญี่ปุ่นซะเล่มหนึ่งเล่า...
โอ้โห แรงผัดมาจากไหนไม่รู้ ซวบๆๆ เกิดแรงฮึดอย่างมาก (ฮาๆ) แบบว่า โอ๊ย ให้ข้าวมันเหนียวกว่านี้ ก็ยังผัดสบาย~ (นี่ขนาดนึกถึงโดของ FMA ที่ไม่อยากได้ซะเท่าไหร่นะเนี่ย แบบว่า นึกเล่นขำๆ)
พอเลิกคิดเรื่องโด ...แป่ว.. เมื่อยจังว่ะ เมื่อไหร่จะผัดได้ที่วะเนี่ย กลับมาเซ็งอีกรอบ
คราวนี้ก็เลยลองคิดว่า การผัดนี้ จะทำให้เราได้โดจินปุริจำนวนมากที่กำลัง 'อ๊อกส์!' โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท แค่ตั้งใจผัดก็พอ
เท่านั้นแหล่ะ ผัดซวบๆๆ จนข้าวแทบจะกระเด็นออกนอกกะทะหมด ข้อหาตวัดตะหลิวแรงเกินไป
...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... พลังจิต(ที่กระหายY)ของมนุษย์(Y)นั้น มีอิทธิฤทธิ์แรงจริง~ ถึงขั้นส่งผลแก่ร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ทันตา
เอวังด้วยประการฉะนี้แล~ อุหุหุ